กรีซ Greece…เฮลเลนิก Hellenic Republic

Leave a comment
 หายหัวววววววววววไปพักหนึ่ง แหะๆ – -…
อย่างที่บอก ช่วงนี้วุ้นวุ่นวายกับการดูซ๊รี่ย์ เอ้ย กับการเตรียมตัวไปกรีซ
ที่ตอนแรกจะไปกับเพื่อนสาว…สุดท้ายวุ้นก็ถูกทิ้ง ฮือออออออ ฮ่าาาาาาาาาาาาา
- -…จากที่เตรียมทุกอย่างเอาไว้สำหรับเราสอง…ต้องเข้มงวดขึ้น เพราะไม่มีคนคอยระวังกันและกันให้อีกต่อไป – -(แกหาเพื่อนเที่ยว หรือยาม- -)
แต่ความจริง ก่อนที่เพื่อนจะบอกว่าไม่ได้ไป วุ้นก็ จองโรงแรม เครื่องบิน ไปหมดแล้ว – -…ครั้น
จะไปไล่ยกเลิก มาเที่ยว ญี่ปุ่นสวยๆ วุ้นก็รู้สึก เลวเกินไป 555
ม่ะ เข้าเรื่อง
คำขวัญของประเทศนี้…ฝุดๆมาก…”freedom or death” ฟังดูน่ากลัวเวลาอ่านภาษาไทย – -
แต่อ่านในบริบทของที่นี่ มันสวยงามมากกกกกกกกกกกกกก
กรีซ ถือว่าอยู่ภูมิภาคเดียวกับเราคือ อยู่ทางตะออกเฉียงใต้ (เพียงแค่เราอยู่เอเชีย กรีซอยู่ยุโรป //เลือดสีข้างไหลเป็นทาง – -)
ทางเหนือของกรีซ ติดกับ บัลแกเรีย มาซิโทเนีย และ แอลเบเนีย 
ตะวันออก ติดกับ ตุรกี (ปีหน้าไปๆๆๆ)
อ่านเรื่องกรีซแล้ว…วุ้นว่า วุ้นต้องไปสวนสัตว์แน่ๆ
ถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์กรีก ก็ต้องนึกถึง โอลิมปิกเดกมส์ วรรมกรรมอีเลียด กับ โอเดสซี (ที่วุ้นไม่เคยอ่านเลย – -…ใช้ชีวิตมาจะ 25 ปี โดยไม่อ่านงานพวกนี้ได้อย่างไร!!!!!)
ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล เป็นช่วงที่เปอร์เซียครองเมือง – -…เปอร์เซีย หรือ อิหร่าน ได้ทำการขยายอาณาเขต ลามปามมาถึงตอนเหนือของกรีซ และตุรกี (จากภาษาดูเหมือนวุ้นเคียดแค้น อิหร่าน 555…ของจริงคือ อยากไปเที่ยวประเทศนี้มากกกกกกกกกก – -…แต่มันยากมาก บ่องตง)
ต่อมา ได้เข้ารุกรานเมืองใหญ่ของกรีซ(ภาษาอังกฤษบอกว่า mainland อ่ะ แปลไม่ถูก เพราะ mainland มันแปลได้สองอย่าง – -…เอาเถอะ – -) ในตอน 492 ปีก่อนคริสตกาล

แต่ก็ถูกทำให้ถอนกำลังไป หลังจากพ่ายแพ้ในการแข่งขัน มาราธอน (น่ารักอ้ะ!!!)ในช่วง 490 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งต่อมา คุณเปอร์เซียก็มีความพยายามในการที่จะรุกราน คุณกรีกเรื่อยๆ (ณ จุดนี้อ่านแล้วอยากมอบเพลง พยายามให้ คุณเปอร์เซียจริงๆ)

อ้ะเอาไป


วุ้นขอตัวไปทำงานก่อนนะฮะ… เดี๋ยวถ้าอ่านตรงไหนสนุกจะมาแปะต่อ – -…
(ความข้ามอะไรไปเยอะ – - วุ้นจะข้ามช่วงที่ทุกคนหรือวุ้นเอง อ่านเจอบ่อยๆ – -…เพราะฉะนั้นที่วุ้นแปะๆ คือวุ้นสนใจ 55555555)
อุ๊ตะ…วุ้นข้ามเรื่อง อเล็กซานเดอร์มหาราชจริงจังมาก – -…(ซึ่งวุ้นตั้งใจฮะ – -…วุ้นกลับสนใจ เรื่องของพี่แก ตอนเกี่ยวข้องกับ อียิปต์มากกว่า – -…(เป็นประเทศที่วุ้น อยากไปมาก วุ้นเคยไปมาแล้ว>< แป๊ปเดียว 555 ไปเมืองอเล็กซานเดรียมา…แต่นะ สถานการณ์มันยังไม่นิ่ง อด)
วุ้นประวัติศาสตร์ละ – -… มาดูข้อมูลทั่วไปมั่ง
กรีซ เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ลำดับที่ 10 ในวันที่ 1 มกราคม 1981
ภูมิประเทศของกรีซ ประกอบไปด้วย ภูเขาสูง เนินเขา ถึง 80 เปอร์เซ็น
ภูมิอากาศส่วนใหญ่ จะเป็นแบบเมดิเตอเรเนียน คือ หนาวชื้น กับ ร้อนแห้ง
กรีซถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่ เป็นการบริการส่วนใหญ่ 85เปอร์เซ็น ตามด้วยอุตสาหกรรมแค่ 12 เปอร์เซ็น ที่เหลือเป็นเกษตรกรรม
ถึงส่วนเรื่องเศรษฐกิจ วุ้นแนะนำอันนี้
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B
หรือเข้ากูลเกิ้ล ดูคำว่า วิกฤตการเงินยุโรป ฮะ – -…
มาดูการเกษตรดีกว่า (คือวุ้นเรียนสาย เศรษฐศาสตร์มาอ่ะนะ – -…เรื่อง วิกฤตการเงิน วุ้นเข้าใจ แต่ให้อธิบาย ก็จะบอกได้แค่ว่า มันเป็นปัญหาเรื่องการเกิดฟองสบู่ – -…)
กลับมาๆๆ กร๊ซเป็นประเทศที่ผลิต ฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป รวมถึง ถั่วพิตาชิโอด้วย!!!!
ด้านการสาธารณสุข กรีซมีศักยภาพสูงมากในแง่ของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงปริมาณ และ Save the Children report บอกว่ากรีซติดอันดับที่ 19 จาก 176 ประเทศทั่วโลกในเรื่องการทำคลอด (แปลยังไงดี เขาบอกว่า for state of mothers and new born babies) ในปีที่แล้ว (2013) แต่เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ เราจะเห็นได้จากตามข่าวที่ รัฐบาลกรีซได้ตัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะ โดยการลดรายจ่ายทางด้าน สาธารณสุขไปเกือบครึ่ง (ที่เราจะเห็นข่าวประท้วงช่วงนึง)
นอกจากนี้ กรีซ ยังมีอัตราการมีชีวิตอยู่ (หรือความอายุยืน) ที่สูงมาก กล่าวคือ 85 ปีขึ้นไปในแผ่นดินใหญ่ ในขณะที่ตามเกาะงามๆ(ทุกเกาะพี่แกงาดหมด – -) ประชากรจะมีอายุยืนกว่านั้นอีก!!!!! ถึงขั้นเคยมีบทความลง นิวยอร์กไทม์เรื่องนี้ว่า “เกาะที่คนลืมตาย” (ต่างจากวุ้นแฮะ เวลาอยู่ที่เริ่ดอลังมากๆ วุ้นพร้อมจะตายตลอดเว – -…เพราะฟินละ555)
มาคุยเรื่องปรัชากันมั่ง…(เรื่องนี้ยิ่งใหญ่มากกกกกกกกกกกกก 555)…ปรัชญาของคุณพี่ใช้ คุณโสเครตีสเป็นเกณฑ์เริ่มประวัติศาสตร์ปรัชญา…กล่าวคือ นักปรัชญาที่มาก่อนคุณโสเครตีส เราจะเรียกพวกท่านว่า “ก่อนโสเครตีส” ซึ่งเหล่าบรรดานักปรัชญาเหล่านี้ เป็นผู้วางรากฐานชุดความคิดแบบตะวันตก (อย่าถามว่ามันคืออัลไล – -) โดยมีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่เพียงกระจิ๊ดริดเท่านั้น ซึ่งที่เหลือก็เป็น ประโยคๆ ถ้อยคำสั้นๆ(มั่นใจว่า สั้นกว่าทวิตเตอร์ – -)
ยุคต่อมาคือ ยุคโสเครตีส ทุกคนจะรู้จักเฮียดี เพราะเฮียไม่สอนคน แต่เป็นระบบถามตอบ ตอบแบบให้คนถามตั้งคำถามต่อ…ลูกศิษย์ที่สำคัญของพี่แกคือ คุณเพลโต ซึ่งเรีบกได้ว่า ท่านเป็นติ่ง โสเครตีส เบย…นอกจากนี้ คุณเพลโต ยังเอาชุดความคิด หลักการปรัชญา จากนักปรัชญาต่างๆมาจัดระบบ ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะสมัยก่อนไม่มีคนทำ อารมณ์ เป็นคำสอน รุ่นต่อรุ่น ไม่มีคนมานั่งทำจัดระบบ
อริสโตเติล เป็นลูกศิษย์ของ เพลโตอีกที (อย่างเคยอะไรที่วุ้นรู้มาก่อน วุ้นไม่เขียน – -…ตอนเด็กๆวุ้นบ้า อริสโตเติล กับ อเล็กซานเดอร์มหาราช -..-)
มาดูเรื่องวรรณกรรมมั่ง…เราแบ่งวรรณกรีก ได้สามช่วงใหญ่ๆ คือ ยุคโบราณ ยุคไบแซนไทน์ และ ยุคสมัยใหม่ วุ้นเล่า อันสำคัญของยุคโบราณไปละ มาดูอันอื่นมั่ง นอกจากสองเรื่องใหญ่อันนั้น เรื่องอื่นๆ ก็จะมีหลายรูปแบบ กาพย์ กลอน นิทาน อะไรก็ว่าไป ซึ่งจะมีเรื่องราวที่เป็นแนว ตลก โศกนาฏกรรม ประวัติศาสตร์ ปรัชญามั่ง สองนักกวีที่ยิ่งใหญ่ในยุคนั้นจะมี Sappho วุ้นขอไม่ลงลึกเรื่อง แซพโฟนะฮะ 
http://en.wikipedia.org/wiki/Sappho
ตามอ่านได้ – - เสียใจด้วยไม่มีภาษาไทย – - เศร้า อีกคนคือ Pindar 
http://en.wikipedia.org/wiki/Pindar
วุ้นแอบแปลกใจ – -…คือวุ้นรู้อยู่แล้วว่า วิกิเนี่ย ภาษาเวียดนามมีบทความเยอะกว่าภาษาเราสูงมากกกก มากจนแอบตกใจในความใฝ่รู้ แต่แอบอึ้ง ที่ มีมีวิกิของเจ้แซฟโฟ แต่ไม่มีของเฮียพินดาร์ – -…
มีหลายร้อยเรื่องที่เขียนแล้วเอาไปเล่นในยุคนั้น หมายถึงเล่นละครนะ – -…แต่นักเขียนบทละคร สามคนที่ยังเหลือหลักฐานอยู่ ก็จะมี Aeschylus (วุ้นเช็คแล้ว เขาอ่านว่า อิสคูลอส – -…ฮือ หนูโง่อังกฤษ)
http://en.wikipedia.org/wiki/Aeschylus
บล๊อกนี้ยังไม่จบจ้า เดี๋ยวมาเติมอยู่น้าาาา
ก้ออ่านะ

นั่งรถไฟ…ไปกาญ…อาน…อาน…อาน

Leave a comment
เรื่องมันมีอยู่ว่า…

ได้ไปเที่ยวเกาะล้าน จากทริป ถึก!!!…แล้วได้เพื่อนมาคนนึง…

หลังจากนั้น ก็คุยบ้าง ไม่คุยบ้าง เพราะวุ่นวายกับชีวิตตัวเองมากมาย…

พอว่าง…จนจะเป็นซึมเศร้า เกือบไปหาหมอ…

ก็คึก อยากไปเที่ยว ที่ๆตัวเองอยากไป ตั้งแต่ตอนช่วงวันหยุดกีฬามหาลัย…

นั่นก็คือ…ทริป ไปน้ำตกไทรโยคน้อยที่ก่าญจนบุรีนั่นเอง…

ตอนแรกตั้งใจจะไปรถไฟฟรี (งก)…แต่เที่ยวเดินทาง ค่อนข้างไม่สวย…เหมือนการรถไฟจงใจ 555

เค้าเลยมีโปรแกรมนี้มาให้พวกเราฮะว์ๆๆๆ…

http://www.railway.co.th/home/srt/tourism/download/Morningtrip/2554/2011-03-Zaiyoknoiwaterfal.pdf

อ่านแล้วตาลุกวาว…ราคาไม่แพง…คุ้มสุดๆๆ

เอาวะ…หน้าร้อน อยากเล่นน้ำ ไปเที่ยวน้ำตกกัน!!!…

แล้ววุ้นก็ได้ ผู้ร่วมเดินทางผู้โชคร้ายมาหนึ่งท่าน นั่นก็คือ เพื่อนใหม่จากเกาะล้านนั่นเอง วู้วๆๆๆๆๆๆๆ…

เพื่อนใหม่วุ้น น่ารัก ใจง่าย ชวนไปก็ไป ส่งตารางเที่ยวให้ดูปุ๊ป ถามว่าจองหรือยัง?

วุ้นก็เนียน – เนี่ย เราหาทริปแล้ว ที่เหลือ กล(เกาะล้าน) จัดการให้หน่อยนะ 555

ซึ่งเกาะล้านก็ น่ารักฮะ โทรถามข้อมูล จองนู่นนี่ให้เสร็จ

ปล. เค้าไม่ให้จองนะฮะ ต้องไปซื้อที่สถานีรถไฟใกล้บ้านท่าน ในกรณีนี้ เกาะบอกว่า เดี๋ยวจะไปซื้อให้ก่อน

ไปๆมาๆ วุ้นติดธุระส่วนตัว ไม่เอา…เลยยกเลิกไป แต่สุดท้ายไปได้ เกาะล้าน ก็บอกว่า เนี่ย เหลือที่นั่ง 8 ที่เองนะ…

ตอนนั้น สองทุ่มกว่าแล้ว เดินทางวันพรุ่งนี้( 6 เม.ย) ถ้าจะไปต้องซื้อตั๋วเลย ไม่งั้นอาจเต็ม

วุ้นลองโทรไปเช็คอีกที…พนักงานบอกว่า ถ้าจะซื้อวันเดินทางต้องมาเช้าๆเลย ประมาณตีห้า (รถออก 6.30 น.)

เอาไงดี…เกาะล้านเลยบอกว่า เดี๋ยวออกเช้าให้…เพื่อนใหม่วุ้น น่ารักที่ซู้ดดดดดดดดดดดดดดดด

ตกลงกันเสร็จ…วุ้นก็เริงร่า จัดของ เวอร์มาก เพราะเตรียมตัวไปเล่นน้ำเต็มที่ 555…นอนเกือบตีสาม – -

ตื่นมา…ตกใจ…เฮ้ย โทรศัพท์!!! (วุ้นสั่งเสียให้ เกาะล้านโทรปลุก ตอนตีห้า…ซึ่งความจริงวุ้น ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ เหมือนกัน)

ตกใจมาก…ดูเวลา 6 โมง!!!!…รถไฟออก หกโมงครึ่ง – -…สภาพตอนนั้น…ยังไม่ได้อาบน้ำ สระผม จากเมื่อวาน – -…เพราะป่วยซม อยู่ – -

ด้วยความตกใจ + ทำอะไรไม่ถูก…เลยบอกเกาะล้านไปอย่างรวดเร็วว่า…เราเพิ่งตื่น สิบนาทีเจอกัน…

แล้ววุ้นก็ไปอาบน้ำ สระผม ภายใน หกนาที!!!…สะอาดนะเออ – -…ยืนยัน เกาะล้าน บอก ผมหอม 555(คาดว่าล้างไม่สะอาด – -)

แล้วก็ใส่เสื้อผ้า…แบกกระเป๋า…วิ่งไปเช็ดผมไป…โบกแท๊กซี่ไป…ลุ้นมาก – -…

กลัวมาก…แท๊กซ๊่ถาม ว่ารีบจัง รถออกกี่โมงเนี่ย วุ้นบอก หกครึ่งค่ะ…(ตอนนี้น 06.17 น.)

ลุงแท๊กซี่ ตกใจ…ก็รีบขับให้ T^T…ซึ้งงงงงงงงงง

ถึงหัวลำโพง 06.25 น…..

เดี๋ยวมาต่อ^^

เกาะล้าน…ทำหน้าแบบ เซ็งมาก 555 บอกว่า เนี่ยเกือบจะกลับแล้ว เพราะคิดว่าไม่ทัน…T^T…ขอโต๊ดดดดด

วุ้นเพิ่งรู้ว่า เกาะล้านไม่ได้นอนทั้งคืน คือออกจากบ้านตั้งแต่ ตีสาม เพื่อมาที่หัวลำโพง เนื่องจาก ถ้านอน แล้วจะไม่ตื่น – -

เกาะล้าน โทรปลุกวุ้นตั้งแต่ตี 5 จบวุ้นรับ(หกโมง) ไปทั้งสิ้น 42 สาย – -…

ปกติวุ้นไม่เป็นแบบนี้นา – -…(เคยแค่ตอน งาน ตอ.-ตท. โฆษณาบล๊อก 555)

กลับมาๆๆ

เที่ยวที่จะไปน้ำตก อยู่ชานชาลาที่ 11

รถออก เกือบตรงเวลาค่ะ…เลทนาทีนิดๆ…(แซวเล่น555)

…ตามกำหนดการ จะแวะ ไหว้พระปฐมเจดีย์ ที่ นครปฐมด้วย…

นึกได้ดังนั้น วุ้นก็ตกใจ…เพราะคิดแต่จะไปเที่ยวเล่นน้ำตกอย่างเดียว…แบบอยากเล่นน้ำ มานานมาก ไม่สนอะไรเลย…

สภาพวุ้นคือ แต่งตัว แบบถึงน้ำตก ก็กระโดดลงตูม เลย…ลืมนึกว่าไปวัด – -…

หงุดหงิดตัวเองมาก เพราะไม่เคยแต่งตัวผิดกาละเทศะ – -

ทางการรถไฟปล่อยให้ ไหว้พระปฐมเจดีย์ 40 นาทีค่ะ…เอาจริงๆ ขนาดคนที่เดินเร็ว อย่างวุ้น ยังรู้สึกว่า…มันเร็วนะ

เพราะแค่เดินออกจากสถานีรถไฟมา พระปฐมเจดีย์ ก็เกือบสิบนาทีแล้ว กว่าจะไหว้ นู่นนี่นั่น…เสร็จพอดี

ซึ่งปกติที่แรก คนชอบ ซื้อเสบียงไว้ตุนบ้าง มีหลายคนเหมือนกันที่ เตรียมมาอยู่แล้ว

วุ้นเดินขึ้นไป พอเห็นพระพุทธรูป แล้วก็ไหว้จากตรงนั้น – -…ไม่กล้าขึ้นเข้าไปเพราะแต่งตังไม่เรียบร้อย…

ซึ่งหลายคน ก็คงเหมือนวุ้น ไม่ได้ตั้งใจจะแต่งตัวไม่ดี…

สารภาพตามตรงเลย ว่าตอนที่อ่านโปรแกรม ไม่มีคำว่าแวะวัดเข้าหัวเลย…หมกมุ่นกับการเล่นน้ำมากอ่า

รถไฟออกเลทเกือบสิบนาที เพราะรอผู้โดยสูงวัย ที่จงใจมาช้า – -…เพราะดูจากท่าทางที่ไม่หยี่ระ กับความล่าช้าของตัวเองเลย – -…

และแล้ว โชคก็เข้าข้าง…ที่นั่งของวุ้น กับ เกาะล้าน ติดกับ ครอบครัวนึง ที่มากันหลายคน ที่นั่งวุ้น เยื้องกับห้องน้ำค่ะ – -

ซึ่ง ดีมากๆ เพราะ น้ำรั่วตลอดเวลา เมื่อมีคนใช้ คุณลุง ต้องมาแปะป้ายเอาไว้ว่างดใช้

แต่ก็ยังมีคนจะใช้ ทั้งๆที่ป้ายแปะแบบนั้น – -…จนวุ้นบ่นกับคุณป้าที่นั่งข้างๆว่า ต้องเขียนภาษาอะไร ถึงจะเข้าใจเนี่ย – -

น้ำ มันจะซึมๆ ค่อยๆเลอะตามพื้น ถึงจะเป็นน้ำเปล่าก็ตาม – -…

แล้วทีนี้ ครอบครัวนั้น ก็มีที่นั่ง ตรงที่วุ้นกับเกาะล้านอยู่ สองที่…หลังจากนครปฐม พี่เค้าก็มาบอกว่า น้องนั่งได้เลยนะ เพราะพี่เปลี่ยนใจจะไปหัวหินแทน โบกี้นั้นคนน้อยดี

เย้!!…คราวนี้ก็นั่งสบายกันเลย สองคนสำหรับสี่ที่…555แม้จะมีน้ำซึมมาบ้างตามพื้นก็ตาม

ส่วนที่ตรงข้ามอีกฝั่งก็ว่างเช่นกัน ก็มี คุณลุง กับคุณป้าสองคนมานั่งแทน…

ซึ่งเดี๋ยวจะมีเรื่องราว ของท่านมาเล่าให้ฟังค่ะ ^^

ไปเที่ยวรถไฟทีไร เจอมิตรภาพดีๆเรื่อยไปเสมอ 555

ผลของการที่รถไฟออกเลทสิบนาที รถไฟเลยถึง สะพานแควใหญ่ สายไป ครึ่งชั่วโมง – -…

เกี่ยวมั้ย – -…วุ้นว่ามันเลทปกติมั้ง…รูปหลังๆ มีแต่รูปวุ้นนะคะ – -…เพราะคนถือกล้องเป็นเกาะล้านไปแหล่ว – -…

ความจริง…ระหว่างทางไป ก็มีคุณลุงของการรถไฟ มาเล่าเรื่องราว ของเส้นทางรถไฟสายมรณะ

เป็นเสมือนไกด์ คุณลุงเล่าสนุกนะคะ…แต่วุ้นฟังไม่รู้เรื่อง เนื่องจาก นั่งข้างหลังคุณลุง เลยฟังไม่ถนัดด้วย

คุณลุงท่านน่ารักมากๆเลย…คือวุ้น นอนน้อยก็แทบจะนอนเกือบตลอดระหว่างเดินทาง…แบบหลับๆตื่นๆ…

คุณก็มีแบบ…เอารูปที่ถ่ายจากมือถือ เป็นรูปแม่น้ำแควใหญ่ แต่คุณลุงเรียกว่า อะเมซอนไทยแลนด์ เอามาให้ทุกคนดู…

แบบยื่นมือถือคุณลุง ให้ผู้โดยสารดูทุกคน…วุ้นนอนๆอยู่ คุณลุงก็ยื่นมือถือมาที่หน้าวุ้น แล้วบอกว่า เดี๋ยวเราจะไปที่นี่กัน…

น่ารักดี 5555…

คุณลุงค่อนข้างมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี กับผู้โดยสาร เหมือนพิธีกร ชวนผู้โดยสารเล่นสนุก ด้วยวิธีต่างๆเช่น วันนี้เราจะมีประกวดธิดาประจำทริป ไหนใครจะเข้าประกวดมั่ง – - 555

ใครเกิดเดือนนี้ ผมจะแจกเค้ก…เอ้า มาร้องเพลงวันเกิดกัน!!!…แล้วก็แจกกล่องไม้ขีด 555 เป็นต้น

วุ้นจำไม่ได้แฮะว่าแวะนานแค่ไหน…รู้สึกว่า จะลดลงจากตารางที่แจ้งไว้ สักสิบนาทีมั้งคะ…เพราะตอนที่ถึงมันเลทแล้ว…

รูปที่เห็นคือ ช่องเขาขาดมั้ง – -…วุ้นคิดว่าใช่ เพราะ ฝั่งที่วุ้นนั่ง มันริมน้ำ ไม่ใช่ฝั่งภูเขา เลยอดเอามือลูบ ผา ถ้ำกระแซ…ที่คุณลุงบอกให้ลูบ แล้วขอพร

สวยเลยค่ะ…นั่งรถไฟเลียบเขา…บรรยากาศดีมาก (ถ้าไม่นับฝุ่นละออง)…สวยเหมาะแก่การเป็นทริบถ่ายรูป

ระหว่างนั้นคุณุลงก็จะมาแจ้งเป็นระยะๆ ว่า ถึงไหนแล้ว…ที่ฮาที่สุดก็คือ…

หลังจาก บอกให้ผู้โดยสารลูบผาขอพรแล้ว…ก็เดินมาบอกว่า เดี๋ยวเราจะเจอแพะทองคำกัน ใครที่ยังขอพรไม่เสร็จ มาขอต่อได้ที่นี่นะครับ

ตอนแรก วุ้นก็ตื่นเต้นมาก ว่า แพะทองคำอะไร ผู้โดยสารทุกคน ก็มองหากันใหญ่เลยค่ะ…ซึ่งความจริงก็คือ รูปปั้นแพะทางเข้ารีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ทาสีทอง…

แล้วก็ผ่าน อะเมซอนไทยแลนด์ (ไม่ได้ถ่ายรูป เพราะกล้องมือถือ – -)

ผ่านสะพานพระรามแปด – -…คุณลุงบอกมา…เป็นสะพานข้ามไปเจดีย์ บนเขา สวยดีค่ะ…

แล้วสักพักคุณลุงก็เตือนให้ทุกคนปิดหน้าต่างสูงๆ เพื่อป้องกันกิ่งไม้…

คือ…อากาศตอนนั้น ร้อนมาก – -…เปิดหน้าต่างก็ร้อนแล้ว…ทุกคนก็ปิดโดยดี…

รถไฟวิ่งไม่ถึงสิบนาทีก็จอด…ทุกคนก็งง ไหนกิ่งไม้หว่า…รถจอดอะไรหว่า…

คือ…ถึงสถานีน้ำตกไทรโยคน้อยแล้ว – -…อย่างงงๆ…จนตอนนี้ก็ยังสงสัยอยู่ว่า…ปิดหน้าต่างทำไม – -…

เพราะก่อนหน้านั้นมันก็มีบ้าง…แต่นี้ไม่มีเไรเลย…มุกคุณลุงแน่ๆ 555

ถึงน้ำตกแล้วววววววววววว…เห็นน้ำไหล เย้ๆๆๆ…

เดินๆเข้าไป…เห็นน้ำตก…นึกว่า เป็น ดิสเพลย์โชว์ ให้เดินเข้าไปดู…ปรากฎว่า ดิสเพลย์ นั่นแหล่ะ คือน้ำตกไทรโยคน้อย – -…

อึ้งมาก – -…ป้าที่ขายของแถวนั้นบอกว่า โชคดีนะเนี่ย ที่เมื่อคืนฝนตก เลยมีน้ำ (นั่นมีแล้วใช่มะ?)…

สรุปคือ…ไม่ได้เล่นค่ะ – -…เพราะตรงที่เป็นดิสเพลย์ ก็มีคนปีนๆเล่น แล้ว ตรงข้างล่างที่เป็นแอ่งน้ำ…น้ำดำมากกกกกกกกกกกก

มีแต่ผู้ชายด้วย เลยไม่ลง ไปนั่งหาไรทานดีกว่า…เกาะล้าน บ่นอุบเลย – -…ว่าไปทะเลแต่แรกก็สิ้นเรื่อง – -…

นั่งทานอาหารแถวนั้น แปปนึงก็จะไปดูถ้ำบาดาล เพราะวุ้นเห็นมีป้ายให้เดินขึ้นไป…

เอาวะ ถึงไม่ได้เล่นน้ำ ก็ไปเที่ยวแถวนั้นแทนละกัน…

ดึกแล้ว T^T…บล๊อกเลท คราวหน้าจะพิมเวิร์ด แล้วลงทีเดียวค่ะ ขอโทษจริงนะคะ

ฮานอย…การเดินทางต่างประเทศครั้งแรก…อย่างจริงจัง – วันที่สาม

Leave a comment
วันนี้ทุกคนก็ต้องตื่นแต่เช้าเช่นเคย…เพราะวุ้นบอกกับทุกๆคนไว้ว่า…จะไปสุสานโฮจิมินท์ ที่จัตุรัสบาดิงส์กัน…ซึ่งเปิดตอนแปดโมง และเพื่อความสะดวกสบาย วุ้นเลยตัดสินใจใช้บริการแท็กซี่จะดีกว่า…หลังจากที่สอบถาม วิลเลี่ยมเอาไว้แล้วว่ามันแพงหรือไม่…วิลเลี่ยมบอกว่าจากโรงแรมไป ไม่เกิน 80 บาทแน่นอน วุ้นลองคำนวณแล้ว ก็โอนะ หกคน เพราะว่าเดินไปคงกว่าจะถึง…ยิ่งเช้า วุ้นยังมึนๆอยู่เลย(ความจริงกำหนดการวันนี้แอบถึก เลยนั่งแท็กซี่ให้ตายใจกัน 555)

ตอนนั่งแท็กซี่…โรคระแวงการโกงของวุ้นก็ยังไม่หยุด ซึ่งความจริงเค้าก็ไม่วนหรอก…จ่ายไป 64 บาท ไม่แพงแหล่ะ…เพราะดูจากแผนที่มันก็ไกลอยู่…เมื่อถึงแล้ว…เมื่อคืน คณะวุ้นได้ลองทานแนมเหนืองหลังจากที่โดนวุ้นนำเสนอ เหมือนได้ค่าคอมฯไป สรุปก็เหลือผลไม้กัน…เลยเก็บเอาไว้เป็นเสบียงพรุ่งนี้…ซึ่งวุ้นก็ลองถาม วิลเลี่ยมว่า เอาผลไม้ไปได้มั้ย (ความจริงเค้าก็กักทุกอย่างแหล่ะ – -)…ตอที่พวกเราตรวจกระเป๋ารอบแรก คุณผลไม้ก็ถูกกักไป พวกเราก็ลุ้นว่า จะได้คืนมั้ย…(เป็นการลุ้นเหมือนผลไม้เป็นสร้อยทองกันเลยทีเดียว – -)…

ผลของการที่พวกเรามาเช้า ถึงที่สุสานลุงโฮ 8.15 น. คนยังไม่มาก อารมณ์ชิวๆ วันนี้ อากาศเย็นๆ เหมือนจะแอบมีฝน เพราะเมื่อวานดูร่องรอยแล้วฝนตกน่าดูเหมือนกัน…ชอบอากาศที่นี่จัง><…ระหว่างที่พวกเราเข้าแถวเพื่อตรวจความเรียบร้อยครั้งที่สอง…คนที่มีกล้องจะถูกให้เอาใส่ถุงผ้าอันเล็กๆเอาไว้หิ้ว…แล้วก็เดินกันเหมือนนักเรียนเดินกลับห้อง…

พอเดินไปสักพัก…จะมีป้อมยามคอยเรียกคนที่ถือถุงผ้า…แล้วเอาเบอร์ไป…ด่านเก็บกล้องนั่นเอง…ซึ่งพนักงานก็จะบอกว่าต้องมาเอาก่อนเวลาเท่านี้ๆนะ…ประมาณนั้น…พอเดินถึงหน้าใกล้ทางเข้า…วันนี้เหมือนมีกิจกรรมพิเศษมีชนเผ่าของเค้าแต่งชุดเต็มยศ…ผู้หญิงที่ไม่ใส่ชุดชนเผ่า(ที่เหมือนชาวเขาบ้านเรา)ก็จะใส่ชุด อ๋าวส่าย…เราก็ยืนรอเข้าไป ซึ่งช่วงใกล้ๆเนี่ย…วุ้นเองยังหวั่นๆเลย…เสียวอ่าเพราะทหารจะยืนถือดาบปลายปืน – -…แบบปุ๊ปุ เอามือล้วงกระเป๋าก็โดน…เข้มงวดมากค่ะ

พอเข้าไปแล้ว…ก็พบกับลุงโฮ นอนสงบอยู่ ซึ่งพวกเราคงไปเห็นประมาณนาทีกว่าๆมั้ง…น้าๆถามวุ้นว่าเหมือนหุ่นขี้ผึ้งเลย…ตอนที่พวกเราเดินใกล้จะออกมาก็ได้ยินเสียงสะอื้น…แน่นอนต้องมาจากชาวเวียดนาม…นี่เป็นสิ่งหนึ่งทำให้เราเริ่มเข้าใจว่า…ลุงโฮ ต้องมีความสำคัญกับประชาชนที่นี่มากเพียงใด…

พอออกมาจากจัตุรัสบาดิงส์…พวกเราก็กลับไปเอากล้องก่อน…แล้วก็เดินมึนตามชาวบ้านไป…ผลของการเดินมึนๆ วุ้นกับแม่ก็เดินผ่านช่อง คนเวียดนามที่ไม่ต้องจ่ายเงิน…เดินกันสองแม่ลูกสิบก้าว เหลียวกับไปดูเห็นยามกักคณะวุ้นเอาไว้…วุ้นก็มึนๆอยู่…เพราะตั้งแต่เข้ามายังไม่จ่ายเงินเลย…พอเดินกลับถึงได้รู้ว่า วุ้นกะแม่เนี่ยเป็นคนเวียดนามไปแล้ว – -…เลยไปเดินซื้อตั๋ว…ซึ่งวุ้นก็ได้บอกไปแล้วว่าเอาหกใบ…แต่เค้าก็ให้มาสี่ใบ (สงสัยยังคิดว่าวุ้น กะแม่ เป็นคนเวียดนาม มาซื้อให้ชาวต่างชาตินี้อยู่ – -)…กว่าจะรู้เรื่องแอบเหนื่อย…เพราะวุ้นพูดเวียดนามด้วยแหล่ะ…เป็นงั้นไป…

แม่ค้าผลไม้แถวโรงแรมค่ะ

จัตุรัสบาดิงส์…หรือสุสานของลุงโฮนั่นเอง…ตอนแรกวุ้นมึนๆ เดินออกมา แล้วเจอจัตุรัส ก็บอกทุกคนนี่ไงจัตุรัสบาดิงส์ เอ ทำไมเราลืมไปดู…คณะวุ้นก็มองหน้าวุ้นแบบงงๆ แล้วบอกว่า ก็พวกเราเพิ่งออกมาเองนะ…ที่ไปดูลุงโฮไง…ไกด์อายเลยทีเดียว – -

ในรูปจะเห็นแต่ไกด์เนอะ – -

แล้วพวกเราก็แวะไปถ่ายรูปที่ทำการของประธานาธิบดี(หรือเปล่า) เค้าไม่ให้เข้าอ่า เราก็ถ่ายๆไป แล้วก็เดินไปดูบ้านลุงโฮกัน ซึ่งจะมีสองแบบ…แบบแรกเป็นที่อยู่ตอนอยู่ฮานอย

ตะก่อนเป็นที่พักของคนฝรั่งเศสเก่า(วุ้นจำไม่ได้ เอามาจากหนังสือนำเที่ยวอ่า…ตอนที่พิมไม่มีหนังสือติดตัวเลย)

รถที่ลุงโฮเคยใช้ค่ะ

ห้องนอนลุงโฮ…เรียบง่ายเนอะ

ห้องทานข้าว

ห้องทำงาน

อารมณ์ประมาณเค้าคงสภาพเหมือนตอนที่ลุงโฮมีชีวิตจะใช้ชีวิตแบบนี้นะ…ประมาณนั้น
วุ้นส่องไปดู เค้าเลี้ยงปลาหลายแบบ…แบบที่กินได้ก็เยอะอยู่…(ตอนนั้นหิวอ่า – -)

แล้วก็ไปบ้านอีกแบบ…เป็นบ้านที่ลุงโฮอยู่ป่าเขา…

เราจะเห็นทหารพร้อมอาวุธนี้ ที่สุสานทุกๆหนึ่งเมตร…และตามรายทางเป็นระยะ

ไม่รู้ว่าห้องอะไร(คนถ่ายไม่ใช่วุ้น – -…ตอนนั้นดูๆ แล้วก็ดูคนมากกว่า)

จัตุรัสบาดิงส์อีกมุม อากาศดีนะ วุ้นอยากอยู่ที่นี่เลยอ่า…น่าอยู่ (ไม่นับเสียงแตร…ที่ทำวุ้นจิตตก อาจเป็นอีกสาเหตุที่ไม่ค่อยกินอะไร – -…เกี่ยวมั้ย – -)

เสร็จแล้วพวกเราก็ไปพิพิธภัณฑ์ลุงโฮ…ตอนแรกเราคิดว่าขึ้นชั้นบนก่อนแล้วค่อยดูชั้นล่าง…ปรากฎไม่ได้นะ เพราะชั้นบนเดินครบก็ทางออกเลย…วุ้นและคณะเลยพลาด…แค่ไม่เห็นมีใครบ่น…คงเดินเยอะแหล่ว

ชั้นสามเราก็จะเห็น อนุสาวรีย์ลุงโฮตั้งอยู่กลางโถงเลยค่ะ…คนไปถ่ายรูปเยอะมาก…ส่วนวุ้นนั่งรอคณะ ถ่ายรูปเก็บความประทับใจดีกว่า…(ทำตัวเหมือนไกด์ ที่มาบ่อย กันเลยทีเดียว – -)

พิพิธภัณฑ์ก็จะเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของลุงโฮ อะไรทำนองนั้น…แต่ที่วุ้นยังงงๆอยู่คือ…ทำไมมีรูปศิลปะ แนวเซอร์เรียลลิสต์ แนวต่างๆโชว์ด้วย…สงสัยมาก – -

ระหว่างที่วุ้น และคณะ กำลังเดินดู โดยไม่สนใจคำอธิบายเพราะเป็น ภาษาอังกฤษ และเวียดนาม…พวกเราก็ได้ยินเสียงภาษาไทย และธงไทย อธิบายอยู่…นั่นแน่…ทริปไทยนั่นเอง…วุ้นและคณะก็ไปเนียนๆฟังเค้าพูดกัน…อย่างนั้นเลยทีเดียว – -…

เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์ลุงโฮ เราก็จะเจอร้านขายของฝากมากมาย…ราคาวุ้นว่าก็ไม่แพงแหล่ะ…ต่อดีๆละกัน…แต่ถ้าเค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทย เค้าจะบอกเป็นเงินไทย…ซึ่งวุ้นได้บอกไปแล้วว่า…เงินด่องถูกกว่า…อย่าง กระเป๋ายอดนิยม ใบละ 50 บาทอ่า…ถ้าต่อเป็นเงินด่อง ถึงแม้อาจจะได้ราคาที่ดูไม่ต่างกัน หารดู ถูกกว่า 2-3 บาทเลยนะคะ…ดูเหมือนน้อย แต่อย่างคณะวุ้นซื้อที เหมือนเอาไปขาย รวมๆกัน เกือบสามสิบใบอ่า…แล้วมันก็ต่อได้อีก…อย่าลืมดูหลายๆร้านนะ…เจอมากับตัว เพราะร้านที่คณะวุ้นไปเหมา สีไม่ค่อยสวย ปรากฏเดินไปอีก สีที่อยากได้ แถมดูดีกว่าเยอะเลย…อันนี้แอบนอยกันเลยทีเดียว…

ซื้อของกันเสร็จแล้ว…พวกเราก็ยังไม่ลืม…ผลไม้ของพวกเรา 555…เอาผลไม้เสร็จ เป้าหมายต่อไปของพวกเราคือ เจดีย์เสาเดียว…ซึ่งวุ้นาคณะออกมาผิดทาง…ต้องเดินย้อนกลับไปใหม่…ทุกคนลงเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า…ไม่เป็นไร…ไปอันอื่นดีกว่า

ก็เลยตัดเจดีย์เสาเดียว…กับอนุสาวรีย์เลนนินไป (ความจริงมีอีกที่นึง วุ้นจำไม่ได้แล้ว…กะว่าคราวหน้าถ้ามีโอกาสได้มาค่อยเก็บ…อารมณ์รอไปกระบี่ให้ได้)…งั้นก็ไปวันหว่านเหมียว หรือ วิหารวรรณกรรมกันเลยดีกว่า…อ่านๆอยู่อาจดูมันใกล้ๆกัน เหมือน วันพระแก้ว กับ วัดโพธิ์…ไม่เลย ก็ไกลอยู่…(มากเลยล่ะ..ดูจากแผนที่)…ระหว่างทางไป วุ้นเริ่มดูแผนที่ประกอบถามทาง(พูดเวียดนามได้บ้างเริ่ม อาศัยทักษะคนเวียดนาม เพราะถนน กับในแผนที่ มันก็ดูไม่ง่ายเท่าไร – -)…วุ้นว่าคนที่นี่น่ารักนะ…เค้าพยายามช่วยมากมายเลย…ขัดกับแม่ค้า ที่นิสัย หยิ่งมากมาย(บางคน)…แต่ ผลของการที่วุ้นถามเป็นภาษาเวียดนาม คำตอบก็เวียดนามล้วนๆ – -…ก็นะ ถามภาษาอังกฤษเค้าอาจเดินหนีเราได้…เพราะวันแรกที่วุ้นมาถึง…ยังพูดเวียดนามไม่เก่ง วุ้นก็จะใช้ภาษาอังกฤษ…ผลที่ตามมาไม่มีใครอยากจะคุยด้วย T T…เริ่มเข้าใจความรู้สึกชาวต่างชาติที่ถามทางในไทย…แล้วคนไทยก็จะโบกมือว่าพูกไม่ได้ พร้อมกับยิ้มสยามให้ทีนึง – -

ภาพระหว่างเดินทางค่ะ…โซนนี้ออกแนวผู้ดีเนอะ – -

แล้ววุ้นก็เค้าไปถนนนึง เห็นแล้วนึกถึงบ้านหม้อเรา(มั้ง)…จะเน้นขายอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ น้ำมันเครื่อง จารบี อะไรประมาณนั้น…ที่แปลกใจคือตามรูปเลย

ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเห็นแล้วนึกถึงตลาดบ้านเราเวลาขายกะปิอ่า…ตอนถ่ายรูป…ตามมารยาทต้องขออนุญาต ก่อนแล้วก็มีคุณลุงที่นั่งแถวๆนั้น ที่วุ้นเข้าไปขอถ่ายรูป เค้าก็ถามวุ้นเป็นภาษาญี่ปุ่น ว่า พวกวุ้นเป็นคนญี่ปุ่นหรือเปล่า…วุ้นก็ตอบญี่ปุ่นไปว่าไม่ใช่ เป็นคนไทย(อันนี้ภาษาเวียดนาม)…แอร๊ยยยยยย เรียนจ่ายไปหลายหมื่น…ได้ใช้แว้ววววว

และแล้วเราก็ถึง วิหารวรรณกรรม(ซักที)…หลายๆคนคงรู้จักแล้ว…ว่าที่นี่เป็นมหาลัยแห่งแรกของเวียดนาม…อิทธิพลจากขงจื๊อ…เป็นสถานที่คัดเลือก หรือ สอบจอหงวน…โดยจะมีการสลักชื่อผู้ที่สอบได้บนศิลาจารึกที่ตั้งอยู่บนหลังเต่า…โดยคนที่นี่มีความเชื่อว่า…ใครที่ได้มาลูบหัวเต่า…จะมีโชคด้านการเรียน อะไรประมาณนั้น…

คุณเต่าค่ะ…วุ้นลืมแล้วว่ามี แปดสิบเท่าไรแผ่น จาก ร้อยนิดๆ – -…

ตอนที่พวกเรามาถึง…เหมือนกับเค้าเพิ่งจะจัดงานอะไรสักอย่าง…วุ้นก็พยายามหาเหยื่อชาวเวียดนามมาถาม…ถามเป็นภาษาอังกฤษนะ…ซึ่งคำตอบที่ได้คือ…ที่นี่เป็นมหาลัยแห่งแรกของเวียดนาม…T T…ช่างเหอะ

หลังจากไปลูบหัวเต่า…ซื้อของฝาก…เดินชมบริเวณวัดจนทั่วแล้ว…ก็ได้เวลาอาหารกลางวันของพวกเราสักที…ครั้งนี้…เปลี่ยนแผนจากไปทานบุฟเฟ่ต์…ที่มารู้ราคาใหม่ภายหลังว่าแพงเกินไป…ก็เลยเปลี่ยนไปร้าน ที่วิลเลี่ยมแนะนำให้…ความจริงร้านนี้ดังมากๆเลยแหล่ะค่ะ…จากแผนที่ดูเหมือนไม่ค่อยไกลจาก…วิหารวรรณกรรมสักเท่าไร(มั้ง)…นั่นเป็นคำพูดที่วุ้นปลอบทุกๆคน.. – -…เอาน่า…เมื่อวานให้พักเต็มที่แล้ว วันนี้ก็มาตะลุยกันดีกว่า!!!…

ร้านชื่อ กว๋าน อัน งอน …กว๋าน วุ้นจำไม่ได้…อัน แปลว่า กิน…งอน แปลว่า อร่อย…พูดถึงชื่อร้านนี้ เซียนเวียดนามหลายคนคงร้องอ๋อ…วุ้นก็อ๋อ..เคยเห็นคนมารีวิว แต่ด้วยความที่มันไม่บุฟเฟ่ต์ วุ้นเลยไม่สนใจ – -…

รูปบางรูปวุ้นดูแล้ว เหมือนรูปคนอื่นเลย…บรรยากาศร้านไม่เคยเปลี่ยนแน่ๆเลย…ตอนพวกวุ้นไปถึง ก็ต้องนั่งรอก่อน…พวกเราดีใจค่ะ เพราะเดินมาตั้งนานแล้ว แหะๆ…ระหว่างนั่งรอก็ถ่ายรูปเล่นบ้างอะไรบ้าง…

สักพักเค้าก็เรียกเราไปนั่ง ซึ่งเมนูเป็น ภาษาเวียดนาม กับ อังกฤษ เริ่มเข้าใจชาวต่างชาติที่มาสั่งอาหารไทย…การให้ส่วนประกอบมา มันก็ไม่ช่วยให้วุ้นจินตนาการถึงอาหารได้สักที…นี่เป็นอีกหนึ่งความผิดพลาดของวุ้น ที่ไม่หาข้อมูลอาหารอย่างอื่น นอกจาก…เฝอ บุ๋น แบ๋งก์หมี่ แนม…- – โต๊ดก๊าบบบ…ซึ่งแน่นอนทุกคนดูเมนูแล้วยื่นให้วุ้น…บอกว่า วุ้นสั่งเลย น้าๆไม่รู้จักหรอก…ก็กล้าไว้ใจ – -…วุ้นยังไม่ไว้ใจตัวเองเลย…สุดท้าย

วุ้นเรียกบริกร…แล้วก็มุขเดิม อะไรอร่อยมั่ง…- -…ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายมาให้ดูเลย…ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า…ตั้งแต่ออกจากโรงแรม ลูกทัวร์วุ้นไม่ได้มีอะไรลงท้องเลย นอกจากผลไม้จากเมื่อคืนที่พกมาด้วย…ก็นึกดู…ปกติ น้าตี้ จะถ่ายภาพระหว่างตลอด…แต่ตั้งแต่ออกจาก วิหารวรรณกรรม ไม่มีสักรูปเลย><…เพิ่งมามีตอน ได้นั่งพักซึ่งก็คือร้านนี้ – -…พออาหารลง…ทุกอย่างก็รวดเร็วมาก…รู้ตัวอีกที ก็เกลี้ยง…

ที่พวกเราสั่ง…มี เหมือน เนื้อแดดเดียว…ปอเปี๊ยะกุ้ง…แหนมเนือง ที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราเลยซะทีเดียว น้ำจิ้มจะใสไม่ขุ่นเต้าเจี้ยวแบบไทย แผ่นปอเปี๊ยะญวนที่ห่อแหนมเนือง ไม่แช่น้ำ ให้มากันแข็งๆอย่างนั้นเลย แต่แผ่นบางพอโดนน้ำจิ้ม ก็อ่อนตัวพอดี แม่วุ้นบอกว่าแหนมเนืองบ้านเราอร่อยกว่า ก็แหงสิ เราชินแบบไทยๆไปแล้ว…ปอเปี๊ยะสดหมู…อะไรประมาณนั้น…วุ้นลืมไปแล้ว…บริกรชี้อะไร วุ้นก็สั่งๆๆ…พอบริกรบอกมันได้น้อยนะ วุ้นก็ขอสอง จบ – -…

มันเริ่มมีปัญหาตอนที่…พวกเราลืมไปว่า…จ่ายเป็นเงินด่อง…ตอนนี้ฮามาก…เพราะสองวันที่ผ่านมาเราก็ใช้เงินด่องไปเยอะพอควร…เพราะทุกคนมีเงินด่องติดตัวคนละ 580000 VND ก็ใช้กันสนุกค่ะ…ลืมไปว่า…ไม่ได้แลกเพิ่มเลย…เริ่มเครียด เพราะกลัวไม่มีเงินด่องพอจ่าย…ตอนบริกรมา วุ้นก็ถามว่าใช้ ดอลล่าห์จ่ายได้มั้ย ซึ่งก็คือไม่ได้…ตอนนี้วุ้นก็บอกว่า…เอางี้ เอาเงินออกมาก่อนละกัน…ทุกคนก็เอามา มากน้อยตามลำดับ…วุ้นก็จดว่าได้จากใครเท่าไรๆ บ้าง…แล้วขอเค้าเช็คบิล ซึ่งตกประมาณคนละ 170 บาทมื้อนั้น (ไม่แพงเลย…เพราะอิ่มมากกันทุกคน)…บวกกับกองกลางที่เก็บกันก่อน…ก็เหลือประมาณ ไม่กี่หมื่นด่อง (หกคนรวมกัน)…เฮ้อ มีพอจ่าย…รอดตัวไป

ออกจากร้านอาหารเสร็จ…วุ้นก็บอกทุกคนว่า งั้นเรากลับโรงแรมก่อนมั้ย แล้วค่อยไปตลาดด่องซวน กัน…เพราะตอนนี้เงินด่องเราหมดแล้วด้วย…ระหว่างทางเราก็แวะร้านรวงไปเรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยมีคนซื้อเพราะ…วุ้น บอกไว้ว่า ด่องซวน น่าจะถูกกว่าอะไรประมาณนั้น…ตอนนั้นนี่ วุ้นไม่ขออะไรแล้ว นอกจากกลับที่พัก เพราะเหนื่อยมากๆ – -…มันไกลนะ

พอถึงที่พัก วุ้นก็มาจัดการเรื่องเงิน แล้วก็เอาเงินดอลล่าห์ที่ทุกคนแลกมาได้ใช้เพียงครั้งเดียวคือ ตอนจ่ายทริปไปฮาลองไบ…เลยเหลือบาน…เอามาแลกเงินด่อง เรตแปลงกลับเป็นไทยแล้ว อยู่ที่ 575 VND/BTH โอเลยล่ะ เพราะเอาเงินไทยไปแลกจะได้ 500 VND/BTH…ทุกวันนี้ก็ยังงงอยู่ว่าเอาเงินไทยไปเยอะแยะทำไม – -…ที่ superrich จะแลกไทยเป็นด่องได้ 580 VND/BTH ซึ่งเรตไม่ต่างมาก โอเลยล่ะ…พอจัดการคืน แบ่ง แลก เงินกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…ก็ไปตลาดด่องซวน

ระหว่างทางที่เราเดิน จะเห็นร้านตัดผมแบบนี้เป็นระยะๆค่ะ

พอถึงตลาดด่องซวน…เป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของวุ้นเลยทีเดียว…เพราะมันไม่มีอะไรเลย…สำเพ็ง+พาหุรัด ที่กทม.ดีๆนี่เอง…หรือ กาดกลวง ที่เชียงใหม่นั่นแหล่ะ…เซ็งมากกกกก…หวังจะหาของฝากอ่า – -…อดเลย…ซึ่งตอนแรกวุ้นบอกไว้ว่า ห้าโมงครึ่งมาเจอกันตรงนี้ๆนะ…วุ้นเดินกับแม่ สิบห้านาที ออกมารอแล้ว…เดินผ่านดูบ๊วย เจอ ปุ๊ปุกับแม่ปุ๊ปุ นั่งอยู่…เลยคุยกันว่า งั้นไปหาของฝากที่ตามถนนดีกว่า…เพราะไม่รู้จะซื้ออะไรในเมื่อเมืองไทยก็ดี…แถมบางอย่างถูกกว่าอีก – -

แต่นั่นแหล่ะ…ทุกคนเหนื่อยจากการเดินทรหดของวันนี้มากไม่อยากเดินกลับมารับ คนที่ยังไม่ออกมา…แม่เลยจะออกไปตามน้าๆให้ – -…จะได้ไปพร้อมกัน…ตอนนั้น วุ้นทำลายแทงหาย…คือสมุดจดภาษาเวียดนามของวุ้นนั่นเอง…สมุดหายนี่ง่อยมากมาย…พูดได้แต่ที่พูดบ่อยๆ…คำอื่นๆภาษาอังกฤษเลย – -…แบบ…เสียใจ…เพราะรู้ว่าต้องเผลอเอาไปลืมที่ร้านอาหารอ่า…วิลเลี่ยมบอกก็กลับไปเอาสิ – -…โหยยยยยยยยยยยยยยยย ใกล้ซะที่ไหน – -…ดีที่วุ้นเอามาหายวันสุดท้าย…เลยไม่คิดมาก(มั้ง)

ตอนแรกที่แม่วุ้นไปตามน้าๆ…นานอยู่(สิบนาทีกว่าๆ วัยรุ่นใจร้อน – - ความจริงปวดฉี่ —-แล้วจะบอกชาวบ้านทำไม – -) เลยเดินออกไปตาม โดยให้แม่ปุ๊ปุ กับปุ๊ปุนั่งรอข้างหน้า ปรากฏว่า วุ้นเดินไปทั่ว ตลาดกับแม่แล้ว (ชั้นแรกส่วนหน้า ชั้น สอง และ สาม ทั้งสองส่วน) เพิ่งเห็นว่ามีชั้นล่างส่วนหลังด้วย – -…ตอนนั้น ปวดขามา วุ้นกระแดะใส่ส้นสูงด้วยแหล่ะ – - แต่เพิ่งมาปวดวันนี้นะ…หลังจากไปผจญฮานอยมา รองเท้าคู่นั้น ก็ใส่ได้อีกครั้งเดียวก่อนจะขอลาเจ้าของ โดยการขาด – -…วุ้นใช้เกินราคาที่ซื้อจริงๆแหล่ะ 555

เข้าเรื่อง…พอเดินไปด้านหลัง ก็จะเห็นเค้าขายพวก อาหารแห้งต่างๆ พวกบ๊วย ของดอง…กุ้งแห้ง…ฟองเต้าหู้ นึกภาพตลาดบ้านเราที่ขายพวกนี้เยอะๆมั้ย?…วุ้นอยู่เชียงใหม่ ก็นึก โหเหมือนกาดหลวงเลยวุ้ย…กลิ่นแบบนั้นเลย…ก็เดินมึนๆ เจอเค้าขาย ชา กาแฟ ขนมอะไรก็ไม่รู้ แต่วุ้นเล็งเป็นของฝากตั้งแต่ตอนที่ไป ฮาลองเบย์แล้ว…แต่ที่นั่น กล่อง 40 บาทแน่ะ ที่นี่วุ้นได้ ประมาณ 25 บาทนะ…

ซึ่งพอแกะดูแล้ว อารมณ์เหมือนประมาณขนมตุ๊บตั๊บ มั้ง แต่มันจะมีกลิ่นสมุนไพร ซึ่งแม่วุ้นชอบมาก…ส่วนตัววุ้นเอง พอแม่วุ้นบอกมัน สมุนไพรหน่อยๆ วุ้นก็ยังไม่กล้ากินจนปัจจุบัน…- -…พอวุ้นไปเจอ ก็แอบตื่นเต้น ระหว่างนั้นก็ถาม ราคากาแฟ ไปอะไรไป ต่อราคาขนมเสร็จก็ลืมไปอ่า – -…ตอนเดินไปเนี่ย ไม่ได้เอากระเป๋าตังส์ไป – - เลยบอกแม่ค้า เดี๋ยวมาซื้อนะ สัญญาๆ ตอนนี้ไม่มีตังส์ ไม่เกินสิบนาที…ว่าแล้วก็รีบบึ่งกลับ…

พอวุ้นกลับมาก็เจอแม่ แม่ปุ๊ปุ ปุ๊ปุ…พร้อมกลับบอกแม่ด้วยความตื่นเต้นว่า…ได้ขนมแหล่ะ อยากได้ไปซื้อกัน…มีกาแฟด้วยลองไปดูก่อน…ซึ่งก็จะเห็น ชาจากเมืองไทย ขายมากมาย (แอบภูมิใจในประเทศตัวเอง – -)พอซื้อเสร็จ…วุ้นก็เดินดูต่อ ไปๆมาๆ ทะลุตลาด มีสัตว์ทะเล ที่บ้านเราไม่ค่อยเห็น(มั้ง…อิงจาก บ้านอยู่ภาคเหนือ – -) มีอะไรไม่รู้เหมือนกะปิด้วย…ความที่ลายแทงหาย ถามภาษาอังกฤษ คำตอบเวียดนาม – -…แม่เจ้า อึ้งเลย – -…

เสร็จแล้วก็เดินต่อไปอีก…อารมณ์เหมือนตลาดข้างทาง (วางขายสินค้าเกษตรริมถนน) แม่ปุ๊ปุก็ชอบ เลม่อนที่นั่น เพราะมันหอมดี แล้ววุ้นก็หยิบหัวพืชชนิดหนึ่งขึ้นมารูปร่างอารมณ์ปลาหมึก เหมือนมีหนวด แม่ค้าก็พูดเวียดนามเนี่ยแหล่ะ บอกว่า อันนั้นกินไม่ได้…เอาไว้ไหว้เจ้าประมาณนั้น (ความสามารถในการเดาภาษามือสูงส่ง – -)…ก็เลยรีบวาง แหะๆ

แล้วพวกเราก็เดินกลับกันก่อนเพราะต้องรอน้านุชด้วย…ซึ่งพอไปถึงจุดนัดพบ ก็เจอกันพอดี…เสร็จแล้วก็เดินกลับกัน ตอนขากลับวุ้นก็พาเดินอ้อมถนน เผื่อเจอของฝาก…แล้วก็จะซื้อผ้าปักด้วย…ขากลับผ่านถนนที่ขายพวกขนม ของกินฝากเยอะมากมาย…บางร้านเค้าเห็นเราแวะยืนกำลังตัดสินใจ(มั่นใจว่าไม่เกิน ห้านาที) เค้าก็โบกมือไล่ – - สงสัยกลัวพูดกลับเราไม่รู้เรื่องหรือยังไงก็ไม่รู้ – -…

ผลจากการผ่านถนนสายนั้น…แต่ละคนก็ได้กาแฟติดมือกันมาทุกคน…พอแวะซื้อของกินเสร็จ(ผ่านถนนขายผ้าปัก ถนนขายกระเป๋า)…ก็ได้เวลาหาอาหารทาน ซึ่งสรุปก็กลับมาตายรังที่ร้านขายเฝอตรงข้ามโบสถ์ เซนต์โยเซฟ…และผลของการทำลายแทง (สมุดจดภาษาเวียดนาม) หาย วุ้นจะสั่งไข่มาใส่โจ๊ก ก็สั่งไม่ได้ พูดภาษาอังกฤษเค้าก็อึ้ง(สงสัยสำเนียงห่วย 555) เลยเขียนคำว่า ไข่ เป็นภาษาอังกฤษ เค้าก็อึ้ง – -(สงสัยลายมือ ห่วยอีก – -) เลยตัดสินใจเดินไปชี้ไข่ ปรากฏเค้าเอาเครื่องในหมูมาให้ – - วุ้นก็ต้องเดินไปชี้ใหม่ T T

และผลของการซื้อของฝากอย่างไม่หยุดหย่อนของพวกเรา ทำให้เงินด่องเหลือน้อยมาก…พอตอนที่จะเก็บเงิน ก็ไม่มีเงินด่องพอจ่าย…ดีที่มาหาอะไรทานแถวโรงแรม…วุ้นเลยบอกคนในร้านว่า รับโด่ลา มั้ย(ดอลล่าห์) เค้าจะเอาแต่เงินด่อง วุ้นเลยบอกว่า รอแปปนึงนะ แล้ววุ้นก็วิ่งไปแลกเงินที่โรงแรม – -…แล้ววิ่งกลับมาจ่าย

พอออกจากร้านเสร็จ ก็เดินกลับมาพักที่ห้องก่อน แต่ทางกลับ เราไม่ได้ผ่านร้านขายเค้ก เลยต้องออกไปซื้อใหม่ ซึ่งสุดท้ายก็ออกไปทุกคน…ตอนไปถึงอารมณ์เหมือนพวกเราไปเหมาเลย – - คิดเป็นเงินไทย หมดไปไม่น้อยเหมือนกัน แต่ขนมที่นั่นอร่อยจริงๆค่ะ…วุ้นพยายามหาชื่อร้านก็หาไม่เจอ – -…คราวหน้านะ ถ้ามีโอกาสได้ไป ><

ซื้อขนมเอาไปเก็บตู้เย็นเสร็จก็ออกมาทาน แนมเหนืองกันที่เกริ่นๆไว้ตอนวันแรก รูปมาแว้วววว><

ซึ่งเพื่อให้ได้บรรยากาศก็ต้องออกไปทานแบบชาวเวียดนาม เราก็จะเห็นฉากหลังเป็นคนเวียดนามชูสองนิ้วร่วมถ่ายด้วย ประหนึ่ง พวกเรารู้จักกัน^^…บอกแล้วคนเวียดนาม นิสัยน่ารักก็มีเยอะแยะ…หลังจากดองบล็อกวันที่สาม จนกลับเชียงใหม่อีกรอบ เรื่องแม่ค้าโกง วุ้นว่าเป็นทุกชาติแหล่ะ อยู่ที่ว่าเราจะทำยังไงให้ไม่ถูกเอาเปรียบมากสุดแค่นั้น

รูปอีกรูปที่เอามาอวดคือ อวดพนักงานโรงแรมผู้ชาย หน้าตาดี เสียดายสูงน้อยไปหน่อย>< เพราะคนขายเค้าคุยกับวุ้นไม่รู้เรื่องตั้งแต่วันแรกแล้ว T T (เป็นคนที่ทำให้วุ้นรู้สึกว่า อยากพูดเวียดนามเก่งจริงๆจังๆ ซะที><) แล้วแม่ปุ๊ปุอยากซื้อกลับไป กทม วันพรุ่งนี้ แล้วอยากถามว่า จะสามารถเก็บได้มั้ย อะไรประมาณนี้ เลยต้องขอให้พนักงานมาช่วยพูดให้ วุ้นว่า ผู้ชายคนนี้พูดอังกฤษเก่งสุดเลยอ่า สำเนียงไม่แปร่งแบบคนเวียดนามทั่วไป

รูปสุดท้าย อันนี้พยายามหารูป แม่ค้า ที่วุ้นเจอกันทุกวันที่มาอยู่นี่เลย เราจะคุยกันแบบ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเช่น แม่ค้า “ซินจ่าว” วุ้นใส “ซินจ่าว” จบ – - อยากคุยด้วย แต่เค้าไม่รับภาษาอังกฤษของวุ้นเลย T T บางวันวุ้นก็จะเพิ่มประโยคเช่น “เจื่อแดป (อากาศดี)” จบ – - สกิลภาษาเวียดนามได้แค่นี้จริงๆ 555

วันต่อมา รู้สึกว่าเมื่อคืนฝนตก วันนี้อากาศจะเย็นๆชื้นๆวุ้นก็นั่งแท็กซี่ ที่ได้บอกกับพนักงานเอาไว้ ปรากฏว่าเค้าคุยกันมั้ง วุ้นนั่งหน้าเพราะรถคันเล็ก ที่เต็ม – -…เค้าก็ถามวุ้นว่า วุ้นพูดภาษาเวียดนามได้เหรอ แล้ววุ้นก็คุยกับคนขับรถ เป็นภาษาเวียดนาม ปนภาษาอังกฤษตลอดทาง มีสิ่งหนึ่งที่รู้สึกผิดคือ ตอนวุ้นเรียนภาษาเวียดนาม แล้วพอมาใช้จริง มีประโยคหนึ่งที่วุ้นจำได้ว่า อาจารย์เคยสอนแหล่ะ – - แต่วุ้นจำไม่ได้เอง จนคนขับแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ อ๊าย อาย – - วุ้นว่าคนที่นี่ ก็น่ารักเหมือนแถวบ้านเรานะ อัธยาศัยดีเลยล่ะ ชอบๆ

ส่วนเรื่องภาษาเวียดนาม วุ้นเอาลิ้งที่หลายๆคนโพสให้ลองอ่าน แล้ววุ้นจะ พิมพ์ลงให้เพิ่มเติมด้วย (ตอนนี้โหลดโปรแกรมพิมพ์ภาษาเวียดนามมาแล้ว><)
หวังว่าบล๊อกนี้จะเป็นประโยชน์ให้คนที่จะไปเที่ยว บ้าง ถ้าใครอยากรู้อะไรวุ้นช่วยได้วุ้นก็ยินดีนะคะ (ประทับใจคนในพันทิปที่ส่งรูป แผนที่ ข้อมูลเพิ่มเติมมาให้ ความดีควรส่งต่อเนอะ ^^)

ก้ออ่านะ

ฮาลองเบย์…วันที่สอง…ที่ฮานอย

Leave a comment
เม้าท์ก่อน…เมื่อคืนแอบนอนดึก ผลจากการเห่อภาษาเวียดนาม…ไปนั่งคุยกับ วิลเลียมฝึกภาษา…ซึ่งตอนเย็นขากลับ พวกเราลืมซื้อน้ำดื่มมาด้วย…ความจริงซื้อมาขวดใหญ่ขวดเดียว…แต่ห้องพักทั้งสองอยู่คนละชั้นกันเลย เลยต้องออกไปซื้อใหม่เข้าทางวุ้น 555 ได้เดินเที่ยวเล่นแว้วววว

เดินออกไปก็แปลกใจ…เพราะมีวัยรุ่นเต็มเลย นั่งดื่ม ชา กาแฟ กับแนมเหนือง(เค้าเรียกงี้…รูปอยู่วันสุดท้าย) มีผลไม้ด้วยเป็น มะม่วง กับ มันแกว…เห็นแล้วชอบอ่า มันดูน่าสนุก ไม่อันตราย น่าแปลกตรงที่ ช่วงเช้าที่ที่ พวกวัยรุ่นนั่งจะเป็นสภากาแฟของชายวันกลางคน…ช่วงเย็น จนดึก(ตีหนึ่งก็ยังนั่งกินกันอยู่)…เป็นเวลาของวัยรุ่นแฮะ

วุ้นเดินออกไปหามินิมาร์ทที่แวะไปตอนเช้าระหว่างงมทางไปโบสถ์…ทางที่เค้าแนะนำว่า ซื้อน้ำมินิมาร์ทจะราคาถูกกว่า…วุ้นพิสูจน์แล้ว…มันเท่ากันอ่า – - แถมเดินแอบไกล…รู้สึกน้ำดื่มที่นี่ จะมีสามยี่ห้อหลัก (ลืมถ่ายรูป – -…พูดเก่งอย่างเดียว) วุ้นจำแต่ยี่ห้อที่ตัวเองชอบซื้อ อาศัยความชอบส่วนตัวที่ รูปลักษณ์ยี่ห้อดูสว่างๆ คือ la vie (ลาวี…) เครือเนสเล่ อีกสองยี่ห้อ ก็มาจาก โค้ก และ เป๊ปซี่…

ราคาน้ำดื่ม แถวนั้นคงเป็นราคามาตรฐาน วุ้นว่าก็ไม่แพงนะ คล้ายๆบ้านเรา ขวดเล็กเฉลี่ยที่ 10 บาท ขวดใหญ่ 20 บาท เลยเฉยๆ เพราะวุ้นเคยฝันว่าไปเที่ยวเวียดนาม(ก่อนไป เดือนกว่าๆสงสัยหมกมุ่น – -) แล้วซื้อน้ำแบบมึนๆ จ่ายไป เป็นร้อย – -(น่าจะเรียกโง่เองมากกว่า – -) นั่นแหล่ะ กลับมาที่โรงแรมก็ตื่นเต้นกะแนมเหนือง เลยถามวิลเลี่ยมว่าเป็นไง ประมาณนั้น ระหว่างนั้นก็บอกเนี่ย…วุ้นมาที่นี่ อยากกิน แหนมเนืองมากซึ่งที่นี่เรียกแนมเหนือง…วิลเลี่ยมก็บอกว่า ที่วุ้นถามนั่นไง วุ้นก็เถียงว่าไม่ใช่ทำไมมันไม่มีผักล่ะ…สุดท้าย คุยมึนๆ ก็กินแนมเหนืองที่เค้าขายกันนั่นแหล่ะ – - อร่อยดี(เค้าเล่ารายละเอียดที่มีรูปแล้วกันเนอะ)

คุยกับวิลเลี่ยมเรื่องสังคมที่นี่…คล้ายๆบ้านเรานะ…แต่วุ้นว่า เมืองไทยแรงกว่า…วิลเลียมบอกว่า วัยรุ่นที่นี่ เสียตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 18 ปีนะ…ถ้าเป็นชนบทก็จะอายุน้อยกว่า ปีสองปี…วุ้นก็บอกว่ามันเร็วนะ…แล้วแต่งงานล่ะเค้าแต่งที่อายุเท่าไร…ก็ประมาณ 28 ปี อะไรประมาณนั้น แต่ที่ชนบทก็เร็วกว่านั้น…อืม

ซึ่งสักพักก็มีชาวต่างชาติ มาคุยด้วย ที่นี่เค้าอัธยาศัยดี วุ้นจะออกมาคุยเล่น…เพราะมีอะไรหลายๆอย่างในเวียดนามที่เรายังอยากรู้แล้วไม่สามารถถามคนเวียดนามแถวนั้นได้…เพราะคนเวียดนามส่วนใหญ่พูดอังกฤษไม่แข็งแรง (ไม่ต่างจากวุ้นหรอก… – -)…มีอะไรก็เก็บเอาไว้ถาม วิลเลี่ยม เหมือนเรียนวิชาอะไรสักอย่างมีไรถามจารย์ท้ายคาบเลย – -…พอวุ้นเคลียเรื่องค่าใช้จ่าย ซื้อของอะไรเสร็จก็มาเล่นเนตตรงล๊อบบี้โรงแรม (พูดดูเหมือนโรงแรมกว้างมากมาย – -) วิลเลี่ยมก็แนะนำวุ้นให้รู้จักชาวต่างชาติ ซึ่งวุ้นลืมชื่อไปแหล่ว – - จำได้ว่าเป็นชาวไอร์แลนด์ อาชีพ จิตรกร…พรุ่งนี้จะไป ลาว…แล้วไปพม่าต่อ…พอเค้ารู้ว่าวุ้นเป็นคนไทย…เค้าก็บอกว่า อาหารไทยอร่อย…อยู่เวียดนามเค้าต้องหาอาหารยุโรปทานแทน…เพราะไม่ค่อยถูกปาก…วุ้นก็บอกว่า ก็อร่อยออก คล้ายๆกัน…เค้าบอกว่าชอบทาน กุ้งแช่น้ำปลา ซึ่งกว่าจะรู้ว่ามันเป็นอะไรแอบเหนื่อย ฮา…

อย่าลืมภาษาอังกฤษ วุ้นพอเอาตัวไถๆไปได้แค่นั้นเอง…เค้าก็บอกว่าเนี่ยกำลังจะไปเที่ยวบาร์ ชวนวุ้นไป – -(ชวนถูกคนเลย – -) วุ้นก็บอกว่าวุ้นไม่กินแอลกอฮอล์อ่า…มันดึกด้วย…ระหว่างนั้นก็คุยกันเรื่อง พม่า…ก็ถามว่าไปทำไม เพราะคนไทยไม่ค่อยชอบไป (ความคิดตัวเองล้วนๆ – -) ดูอันตราย เค้าบอกว่า คิดไปเองไม่มีอะไรหรอก แล้วก็คุยเรื่องมุมมองของฝรั่งที่มองไทย…ที่วุ้นตั้งประเด็นว่า…ทำไมคนชอบมองว่าเมืองไทย ต้องมาเที่ยวโสเภณี…มาดูโชว์ลามก ทั้งๆที่เมืองไทยมีอะไรมากมายให้เที่ยว…อะไรประมาณนั้น เค้าก็บอกว่าไม่เกี่ยวนะ…มันอยู่ที่คนเพราะ ไทยก็ดัง เรื่องทะเลสวย แหล่งดำน้ำ สนามกอล์ฟดี อะไรงี้ ก็เม้าท์ๆกัน…แล้วก็มีชาวต่างชาติผู้หญิง มาจากฮอลแลนด์วุ้นก็เนียน สองคนนี้เค้าคุยกันเรื่อง สภาพอากาศแถวบ้านเค้าที่โดนผลกระทบจาก โลกร้อน…จริงจังมากมาย กับเรื่องคนอื่น – -

ผลของการทำอะไรแบบนั้น เลยกว่าจะนอนต้องโดนแม่มาตามให้ไปนอน – -

ตามกำหนด เค้านัดประมาณเกือบแปดโมง…ซึ่งเพื่อนๆแม่…รวมถึงปุ๊ปุและแม่ปุ๊ปุ…ตื่นกันเร็วมาก แต่พวกเรามาช้าตอนทานอาหาร…ที่นี่อาหารเช้าสั่งได้ตามเมนูที่ให้มา…คณะวุ้นก็สั่ง เฝอไก่ บ้าง ข้าวเหนียวหมูยอบ้าง(ข้างเหนียวๆสีเหลือง มีหมูยอ หอมทอด หมูหยอง อะไรประมาณนี้ อร่อยมากมาย) American breakfastบ้าง (เป็นขนมปังฝรั่งเศสกรอบนอกนุ่มใน ให้เนย และแยมมา มีแฮม ไข่ดาว อร่อยนะ แต่เยอะ – -)…ตอนนั้นจะเริ่มทานวุ้นก็เห็นว่ามีไกด์มาแล้วล่ะ…แต่คิดว่าเค้ามาก่อนมั้ง เลยไม่รีบ ความจริงเราทำชาวบ้านสายไป 20 กว่านาทีเลยทีเดียว…ขอโต๊ดดดด

ลืมเล่า…ความจริงเมื่อวาน วุ้นเจอคนไทยที่มาพักที่นี่ด้วย ซึ่งเพิ่งกลับจากฮาลองเบย์…จากการที่วิลเลี่ยมเรียกตอนวุ้น วุ่นวานกับการเล่นเนต ก็ได้คุยคร่าวๆ…ว่ากลับวันไหน…ฮาลองเบย์เป็นไงบ้าง…เค้ามากันเป็นครอบครัว พ่อแม่ลูก…น่ารักดี…ตอนเช้าวุ้นก็เจอครอบครัวนี้…ระหว่างรอคณะ ทำธุระส่วนตัวเพื่อเตรียมตัวเดินทาง…ครอบครัวนี้ก็ได้ยินเพื่อนๆของแม่วุ้นคุยกันเป็นภาษาเหนือ…เลยถามวุ้นว่าเป็นคนแพร่เหรอ(วุ้นสงสัยมาก…ว่าสำเนียงใครทำดูเป็นคนแพร่หว่า – -)…วุ้นก็บอกว่าเปล่าค่ะ มีเชียงใหม่สองคน เชียงรายสองคน แล้วก็กรุงเทพฯสองคน (อันนี้วุ้นตอบเป็นภาษาเหนือนะ…แอบกระท่อนกระแท่นอยู่ – -)…ก็เลยรู้ว่าครอบครัวนี้เป็นชาวเชียงใหม่…คนเป็นพ่อมาเที่ยวแล้วครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม…เลยพาครอบครัวมาเที่ยวมั่ง…ซึ่งประสบปัญหาเหมือนกันคือ…คาดการณ์เรื่องสภาพอากาศที่นี่ผิด…คิดว่าร้อน ความจริงเย็นๆออกหนาวๆอ่า…ซึ่งมันดีมากๆ เพราะมันคงที่ ไม่เหมือนเชียงใหม่…อย่างตอนนี้วุ้นพิมบล็อกที่เชียงใหม่…อากาศนึกว่าอยู่ทะเลทราย ตอนเช้าหนาวได้โล่มาก กลางวันอยากแก้ผ้าเดินมาก – - สุดขั้วได้อีก

เดินทางได้แล้ว…

รถที่เดินทางเป็นมินิบัสค่ะ…เค้ามารับพวกเราเป็นที่แรก…ถึงว่าเร่งพวกเราซะสุภาพ – -…ถ้ามีคนอื่นมาก่อนเค้าคงแช่งบรรพบุรุษ วุ้นไปเรียบร้อยแล้วล่ะ…เพราะสายของจริง…จากคำบ่นของหนุ่มญี่ปุ่นที่ไปรับกลุ่มที่สอง(วุ้นเรียน ญี่ปุ่นมา เพิ่งมีประโยชน์ครั้งนี้แหล่ะ – -)…เค้าคุยกันสองคนเป็นภาษาญี่ปุ่น ว่ารถมาสายได้อีก…วุ้นนี่อยากหันหลังไปขอโทษว่าเพราะ กลุ่มวุ้นเองแหล่ะ T T

ในรถขาไปก็มี กลุ่มวุ้น 6 คน หนุ่มญี่ปุ่น 2 คน ชายจีน 2 คน คู่รักเวียดนาม 1 คู่ ซึ่งรถก็ขับด้วยความเร็วตามที่ทุกคนบอกว่า ที่ 60 km/hr ส่วนใหญ่ทุกคน(หมายถึงกลุ่มวุ้น) หลับในรถกันหมด… จนเค้าจอดแวะร้านขายของฝาก ก็จะมีของหลายๆอย่างที่ราคาแพงได้อีก แล้วก็มีคนมาปักผ้าปัก ให้ดู
รูปค่ะ

ของน่าซื้อนะ นี่ก็รองเท้า ด้านหลังจะเห็นชุด อ๋าวส่าย หรือที่บ้านเราเรียกอ้าวหญาย โดย อ๋าว แปลว่า ชุดหรือเสื้อ ส่าย แปลว่า ยาว อันนี้จากปากของเพื่อนชาวเวียดนามเลยทีเดียว (อาจารย์บอกหลายรอบแล้ว – - วุ้นโง่เองT T)

ด้วยความที่ของราคาสูงมาก รถก็ปล่อยพวกเรานานเหมือนคนจะซื้อของ ความจริงเหมือนจุดจอดแวะเข้าห้องน้ำมากกว่านะ…เราก็รอรถ…โดยเนียนจะถ่ายรูปหนุ่มญี่ปุ่น สองคนที่ร่วมทางมากกับเรา>< วุ้นและน้าตี้ แอบกรี๊ดอยู่ แอร๊ยยยยยยยยย

พอถึงแล้วเราก็รอให้ไกด์ทัวร์ของเราไปซื้อตั๋วล่องเรือ ระหว่างนั้นก็รอ วุ้นและคณะบางส่วน ปวดฉี่ แต่ไกด์ทัวร์สั่งไว้ให้รอตรงนี้ วุ้นก็นึกว่าแป๊ปเดียวไกด์ก็มายืนบิดไปมา เลยหนีไปเข้าห้องน้ำ ปรากฏกลับมาไกด์ยังไม่ออกมาเลย

รูปที่ท่าเรือ

จุดสนใจวันนี้คือ ฮาลองเบย์ และหนุ่มญี่ปุ่น แอร๊ยยยยยยยยยย…ในเมื่อพวกเรามากันหกคน วุ้นก็พูดขอให้คนญี่ปุ่นถ่ายรูปได้ เป็นโอกาสอันดีที่เราจะสานสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นกัน ชิมิล่า…ฮ่าๆๆ ว่าแล้ววุ้นก็ไปขอให้หนุ่มญี่ปุ่มถ่ายรูปให้…ในรูปจะเห็นน้ำดื่มที่ซื้อมา นั่นแหล่ะค่ะยี่ห้อ ราวี เอ๊ย ลาวี สีฟ้าๆ ฝีมือการถ่ายจากชาวญี่ปุ่น(สุดเซอร์)

แน่นอน เราทำได้อีก รูปนี้ วุ้นอยากมีมั่ง…แต่นั่นแหล่ะ…วุ้นเป็นคนขี้อาย(จริงๆนะ…เชื่อกันหน่อย><)…จึงมีแต่น้าตี้ที่ได้ใกล้ชิดขนาดนี้ รูปน้ำดื่มที่หนุ่มญี่ปุ่นถือ มาจากเครือเป๊ปซี่ค่ะ

รูปต่อมาไม่รู้ว่าใครถ่าย…จุดประสงค์ที่เอามาแบ่งนี่ ไม่อยู่ที่คณะของวุ้น ดูหนุ่มญี่ปุ่นกันอีกรอบ(บ้าผู้ชายได้อีก…อ๊างงงง)

ที่นี่ลมแรงมาก อากาศก็เย็นวุ้นไม่ค่อยถ่ายอะไร ส่วนน้าตี้ก็เน้นถ่ายคนในกลุ่ม กับอัดคลิปเดี๋ยววุ้นจะให้ดูเรือขายผลไม้ กับไกด์ทัวร์ของเรา ท้ายบล็อกน้า^^

ระหว่างนั้น ก็รอให้ไปที่ฟาร์มปลาเพื่อที่ไกด์หวังว่าเราจะหิวโซจนสามารถ บ้าสั่งสัตว์พวกนี้มากินซักที…ไม่มีทางอ่า

ปลาหมึกสวยอ่า กินไม่ลง(แม้จะหิวโซขนาดไหนก็ตาม…)

ระหว่างที่เราเพลิดเพลินกับการดูฟาร์มปลาอยู่ แม่ค้าขายผลไม้ก็มาเต็มไปหมด ที่เห็นๆนั่น วุ้นต่อเท่าไรมากสุดก็ถาดละ 35 บาท…แพงไปไหน – - มะพร้าว ลูก 50 บาท(เหมือนที่เกาะพีพีเลยทีเดียว – -)

แม่ค้าเหล่านี้พูดไทยเก่งนะนั่น วุ้นก็ยังคงเจตนารมณ์เดิม ถึงพูดไทยมาวุ้นก็ตอบเป็นเวียดนาม…ฮิๆๆ

สักพัก ไกด์ก็เรียกให้เราไปเตรียมตัวทานอาหาร…ไม่มีรูปค่ะ เพราะกว่าจะได้ทานข้าวก็เกือบบ่ายสองแล้ว…ขนาดนี้ใครจะมีอารมณ์ถ่ายอ่า…อาหารวางก็แทบจะหมด จนพนักงานบนเรือต้องมาห้ามไม่พอมีบอกให้ไกด์มาเตือนว่าอย่างเพิ่งทาน มีข้าวด้วย – -…วุ้นก็บ่นให้ไกด์เป็นภาษาเวียดนาม ว่าก็คนมันหิวนี่นา ให้ทำไง – -…ไม่สงสารเด็กกำลังกินกำลังนอนมั่งเลย (ใครเถียง…ปุ๊ปุไง)

ทานเสร็จคนที่จ่ายทริปแบบพายเรือ(วุ้นจำภาษาอังกฤษเป็นตัวสะกดไม่ได้)…จำได้ว่าตอน วิลเลี่ยมขายทัวร์ เรียกว่า คายัคกิ้ง – -(จะมาเอาอะไรกะคนอย่างวุ้น – -) ซึ่งในเรือของเรามี หนุ่มญี่ปุ่นสองคนนั่นอ่า ที่จ่าย(ถ้าเป็นคนอื่น วุ้นคนแอบบ่น เสียเวลา ฮา….)…เราก็นั่งดู นั่งเหม่อไปเรื่อยๆ…โชคดีที่เรือลำข้างๆ เป็นเรือ ญี่ปุ่น…เพราะมีแต่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ให้วุ้นมองแก้เบื่อ อ๊างงงงงง ผู้หญิงแต่ละคน น่ารัก สุโค่ย!!!
รูปคายัคกิ้ง

เขียนบล็อกมาตั้งนาน ยังไม่มีใครเห็นฮาลองเบย์เลย…มีแต่หนุ่มญี่ปุ่น><…จัดไป…

เกาะอะไรสักเกาะ…ไกด์บอกแล้ว…วุ้นลืม T T

นั่ง ยืน เดิน บนเรือจนเปื่อยเพราะลมหนาว ก็มาถึงถ้ำวัตถุประสงค์ของเราสักที ตอนนี้ สี่โมงกว่าค่ะ…อากาศคงที่มากเย็นเท่าเดิม ถ้าไม่ดูเวลาก็จะไม่รู้เลยว่ากี่โมงมันเหมือนเดิมทุกอย่าง ถ้ำนี้ชื่อ ฮาง ด่าวโก๋ (ฮาง แปลว่า ถ้ำ) (ชื่อนี้ไม่ได้จำอ่านจากรูปเลยทีเดียว)

จริงจังละ…ฮาลองไบ หรือ อ่าวมังกรเล่นน้ำ…มีความเชื่อว่า (วุ้นเล่าเท่าที่จำได้นะ…ผิดพลาดประการใด…อย่าด่าวุ้นมากมายแล้วกัน) มีมังกรมาอาศัยอยู่ที่นี่ ประมาณมาช่วยป้องกันไม่ให้แพ้สงครามที่คนจีนตีล้อมมา…ซึ่งคุณมังกรเนี่ย มี สอง ตัว(ลักษณะนามวุ้นไม่เก่ง…)มีคุณพ่อ และคุณแม่ มังกร ซึ่งถ้ำที่เราเข้าไปดูเนี่ย ที่ถ้ำที่คุณพ่อแม่คุณแม่มังกร อาศัยอยู่ แถมคุณมังกรมีคุณลูก หญิง และ ชาย อย่างละ 100 หรือ 50 ตัวเนี่ยแหล่ะ…(จำนวนไม่ใกล้เคียงเลยนะ – -…โง่ระยะสุดท้าย..) ก็ยังอยู่แถวนี้ คอยนำโชคให้คนที่นี่…รู้สึกรีวิวตัวเอง…มัน…วุ้นใสจ้ากันเลยทีเดียว – -…

จะดูออกมั้ย ว่ารูปที่วุ้นให้ดูเป็น คุณพ่อ(หรือ แม่ก็ไม่รู้จำไม่ได้)…คุณมังกร…หลักสังเกต…ดูจุดสีแดงสองอัน นั่นแหล่ะตาของคุณมังกร…

อันนี้จำไม่ได้ ว่าไกด์เรียกว่าอะไรแต่วันที่วุ้นไปไม่มีแดดเลย…อ๋อ รูที่เห็นนั่น เหมือนเป็นแสงจากสวรรค์ ไกด์บอกว่า วันที่มีแดดจะงามมากๆ จนรู้สึกว่าเป็นแสงจากสวรรค์…กันเลยทีเดียว

รูปนี้วุ้นชอบที่สุด เป็นการเล่นแสงที่แหล่มมากกกกก…พยายามดูนะคะ…จะมีรูปผู้ชายเงยหน้ามองอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งถ้าเราเงยหน้ามองตามเงาก็จะเห็นผู้หญิงเหมือนนั่งบนโขดหินผมยาว ดูดีๆ…จะเอาอะไรกับกล้องคอมแพค – -…ตรงมุมขวาบน…การเที่ยวถ้ำนี้…ต้องมีจินตนาการสูง…แล้วเราจะสนุกมาก…จริงๆนะ

มุมภาพถ่ายเมื่อออกจากถ้ำ…

สวยนะ…วุ้นว่า

ถังขยะน่ารักอ่า…ความจริงมีปลาโลมาด้วย…แต่เพนกวินน่ารักกว่า

ระหว่างทางเดินกลับไปขึ้นเรือ เพื่อกลับฝั่ง

เวลาที่กลับฝั่งเร็วมากมายประมาณเกือบชั่วโมง พอถึงไกด์ สเตฟาน ก็บอกวุ้นว่าวุ้นต้องนั่งหน้านะ เพราะขากลับมีคนกลับเพิ่มที่นั่งไม่พอต้องมีคนมานั่งหน้า 1 คน วุ้นก็มึนๆไปนั่ง…ซึ่งคนที่มาเพิ่มก็คือคู่รัก เวียดนาม-ฝรั่ง(ไม่รู้ว่าชาติอะไร…แต่หญิงเวียดนามสวยใช้ได้เลย)…หน้ารถ เลยมี คนขับรถ วุ้น และ สเตฟาน…ขากลับก็คุยกันตลอดทาง

วุ้นก็ได้ทีถามว่า ที่เวียดนามเนี่ยกฎหมายจำกัดความเร็วอยู่ที่เท่าไร เพราะคนที่นี่ขับช้าจังไม่เหมือนเมืองไทยเลย…สเตฟานก็บอกว่า แล้วแต่บางเส้นทางเพราะความจริงเค้าก็สามารถขับรถ 80km/hr ก็ได้นะ…ตอนที่วุ้นถามคนขับแอบเร่งความเร็ว ประมาณ 70 – -…ส่วนเรื่องบีบแตร…ที่นั่นเรียกว่า แป๊ปแป…บ้านเรา(หรือบ้านวุ้น)เรียก ปิ๊มๆ…เค้าบอกว่า ที่นี่คนขับรถไม่เป็นระเบียบเลยต้องบีบแตรงี้แหล่ะ…พอวุ้นไปนั่งหน้าก็เริ่มจะเข้าใจนะ…แบบ เออแฮะถ้าไม่บีบมันก็ไม่หลบ หรือไม่งั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้…หลังจากหาเหตุผลสนับสนุนการบีบแตรพักนึง…ก็เริ่มมึนเพราะบางครั้ง ถนนมันโล่งมากกกก…แต่คนขับก็บีบ = =…ไม่ไหวจะแถเลยทีเดียว…ที่นี่ ขนาดรถกับเสียงแตรจะไม่เหมือนกัน อย่างรถบัสจะมีเสียงแตรอีกแบบ…ซึ่งไม่ว่าเสียงแตรแบบไหน…วุ้นว่า คนไทยบ้านเราก็คงไม่ชอบอยู่เนอะ

ระยะทางจากฮาลองไบ ถึงฮานอย วุ้นจำไม่ได้ว่ากี่กิโล แต่เป็นร้อยอ่า…คือ วุ้นก็ถามสเตฟานว่า เนี่ย จะถึงฮานอยกี่โมง สเตฟานก็บอกประมาณ สองทุ่ม…ตอนที่วุ้นถามมัน ห้าโมงเย็น =^=…จะนานไปไหน…นั่นแหล่ะเม้าท์กับสเตฟานนานสองนานเลยทีเดียว…ซึ่งผู้ชายที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า เมืองไทยเนี่ย กระเทยเยอะเนอะ…ไม่เหมือนเวียดนามเลยที่หายากมากๆ…พอวุ้นถามว่าทำไมล่ะ เค้าก็บอกว่าที่นี่เค้าไม่ยอมรับกัน…แม้กระทั้งสเตฟานเองก็ไม่ชอบ…วุ้นเลยถามแล้วเกย์ล่ะ…เค้าก็เฉยๆนะ ถ้ามากันเป็นคู่ – -…ผลของการนั่งเม้าท์ วุ้นได้คำด่า ภาษาเวียดนามมาคำนึง…เพราะวุ้นสงสัยตอนสเตฟานสบถมา ตอนรถมอไซค์ตัดหน้ามั้ง เลยถามว่าแปลว่าไร…ในที่สุด วุ้นสามารถบอกคิดถึงคนเป็นภาษาเวียดนามได้สักที^^…ผลจากการพูดมากของวุ้นเองเลยสังเกตว่า คนที่ทำงานสายท่องเที่ยวที่วุ้นรู้จัก ส่วนใหญ่เรียนจบสายการเงินมาอ่า – -…(รู้จักอยู่สองคน ก็เหมารวมกันเลยทีเดียว – -)…พอจะถึงฮานอย วันนี้เป็นวันศุกร์ จะมีถนนคนเดิน…สเตฟาก็ถามทุกคนในรถว่า ใครจะลงตรงถนนคนเดินบ้าง…ซึ่งคณะวุ้นขอลงตรงโรงแรมดีกว่า…แอบเล่าๆๆ…ตอนหนุ่มญี่ปุ่นลง ค้าหันหน้ามา บ๊ายบายวุ้นด้วย…แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

อีกเรื่องนึง…ที่ได้จากการคุยกับสเตฟาน…วุ้นก็ถามว่า…เนี่ยวาเลนไทน์ ปีนี้ตรงกับตรุษจีน ที่ฮานอยเป็นไงบ้าง…สเตฟานก็บอกว่า วาเลนไทน์เหรอ…ที่นี่ โรงแรมจะเต็ม – -…คล้ายๆบางประเทศเนอะ – -
กลับเข้าโรงแรม…พนักงานทุกคนก็ทักทาย…เป็นกิจวัตรของโรงแรมนี้ไปแล้ว…หลังจากนั่งเล่นเนต…เค้าจะถามทุกคนเหมือนกันหมด…เป็นไงบ้าง สนุกมั้ย บลาๆๆ…พวกเราก็ตอบไปสนุก สวย หนาว แต่ตอนนี้หิว…จะไปถนนคนเดิน มันปิดกี่โมง?…เพราะตอนนั้นเข้าโรงแรมก็สองทุ่มจะครึ่งแล้ว กว่าจะจัดการตัวเองเตรียมตัวไปเดิน…

ระหว่างทาง…วุ้นและคณะก็หิวมาก…ร่ำๆจะแวะทาน…วุ้นก็ดันบอกว่าเดี๋ยวค่อยกินเนอะ (เพราะคิดว่ามันคงเหมือนถนนคนเดินเชียงใหม่ที่มีของกินเยอะอะไรประมาณนั้น)…เลยซื้อพวกซาลาเปาทานรองท้องไปก่อน…อร่อยดีนะ แอบแพง…ลูกละ 20 บาทมั้งคะ แต่ก็ใหญ่อยู่ ไส้เยอะ…พอถึงถนนคนเดิน อารมณ์แบบเหมือนตลาดนัดกลางคืน…มีพวก เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ก๊อบบ้างอะไรบ้าง ขายอยู่ ประมาณนี้ ไม่งั้นก็พวกกิ๊ฟช้อปต่างๆ…ที่เห็นว่าเยอะก็พวก ของคู่รักต่างๆ…วุ้นว่าที่นี่ กำลังซื้อคงเป็นกลุ่มนั้น เพราะสังเกต คนเวียดนามที่มาเดินส่วนใหญ่ก็เป็นคู่รักเดินควงแขนกันมา…เพราะฉะนั้น พวกแหวนคู่ เสื้อคู่ ที่ห้อยมือถือคู่ ก็มีเยอะพอสมควร…(อยากได้มั่ง – -)…

เดินที่นี่…คณะวุ้นไม่ค่อยได้ของอะไรมาก…ด้วยความที่คาดการณ์ผิด ไม่มีของกินให้เลย…จะมีก็เป็นร้านขายขนม ร้านเดียว…หรือ แบ๋งก์หมี่ ขนมแป้งหนึบๆ แค่นั้น…แต่ละคนก็โซกันแล้ว เลยพอเดินสุดทางก็รีบจ้ำกลับ ไปหาร้านเฝอ…ก็ได้ร้านเฝอตรงข้ามโบสถ์เซนต์โยเซฟ…ตอนนี้เฝอหมดแล้ว…เหลือแต่บุ๋นไก่ กับโจ๊ก เราเลยสั่งมาอย่างละสาม แล้วแลกกันกินเอา…อร่อยมากกกกก(ไม่รู้เพราะหิวหรือเปล่า)…ได้เยอะเหมือนกัน…ตั้งแต่อยู่เวียดนามวุ้นกินอะไรไม่ค่อยเยอะไม่รู้ทำไม…สงสัยอิ่มคำชม – - (พูดเวียดนามเก่งจัง – แหมๆรู้ดีแฮะว่าวุ้นบ้ายอ><)…บุ๋นอร่อยอ่า…เพราะส่วนตัววุ้นชอบทานขนมจีนเป็นทุนเดิมอยู่ด้วยแหล่ะ…ก็แพงเหมือนกันนะคะ ชามละ 50 บาท แต่มันเยอะอ่า ให้เค้าไปเหอะ – -…

ความจริง…วุ้นว่า…วุ้นโดนแม่ค้าเนียนโกงไปบ้างนะ…แต่ก็แบบ…วุ้นยอมเค้าเอง…เพราะวุ้นอยู่กรุงเทพฯ วุ้นก็โดนคนไทยด้วยกันเอง โกงน่าเกลียดกว่านี้อีก…เลยไม่อยากจะใส่ใจ…อีกอย่างที่โดน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เพราะวุ้นไม่อยากโวยวายเอง(วุ้นผิดเองอ่า)…อย่างวุ้นไปซื้อน้ำอ้อย จากคุณยายอ่า ถามราคาแล้ว มันแพงกว่าที่ยายบอกกับคนเวียดนามงี้…เค้าคิดว่าคนไทยรวยเหมือนชาวยุโรปหรือไงนะ – -…

แต่คุณยายบางคนก็น่ารัก…อย่างวุ้นไปซื้อ ข้าวโพดปิ้ง…เค้าน่ารักมากๆเลย…เป็นเรื่องปกติเนอะในสังคม…อย่าเพิ่งไปว่าอะไรมากมาย…แค่ศึกษาข้อมูลให้มาดกเท่าที่ทำให้ วุ้นว่ามันก็ช่วยตัวเราเองไปเปราะนึงแล้ว…

วุ้นลืมเล่าไป…วันแรกที่มาถึง วุ้นไม่เห็นสัตว์เลี้ยงเลย เช่น สุนัข แมว งี้…พอไปฮาลองไบ เจอหมาทุกฟาร์มปลาเลย…พอกลับมาแล้วได้ไปเดินที่ ฮว่านเกี๋ยมตอนกลางคืน…เลยเพิ่งเห็นว่าก็มี ชาวเวียดนาม บางคน เอาสุนัขมาวิ่งเล่นออกกำลังกายกัน…วุ้นว่า เมืองนี้…เป็นเมืองที่ดูสงบนะ…แต่ไม่เคยหยุดพักผ่อน…เพราะเราจะเห็นความมีชีวิตของที่นี่ทุกเวลาเลยล่ะ…น่ารักดี…เสียตรงที่ ตอนที่นั่งรถไปฮาลองไบ…เห็นมีโครงการสิ่งปลูกสร้าง พวกห้างเอย อะไรเอยเต็มไปหมด…วุ้นว่า อีกหน่อย ความน่ารักแบบเล็กๆของเมืองก็จะหายไป…เหมือนปาย…

คลิปประกอบบล๊อกนี้…วุ้นพยายามอัพแล้วอ่า – -…เออเรอ ตลอดเลยไม่รู้ทำไม – -

ถ้าอัพได้จะมาลงให้นะคะ^^

อัพได้แต่ คนขายผลไม้อ่า – -

ก้ออ่านะ

ฮานอย…การเดินทางต่างประเทศครั้งแรก…อย่างจริงจัง – วันแรก

Leave a comment
เตรียมใจกันหรือยัง…

เริ่มเป็นบล๊อกหนักรูปแหล่ว…

เริ่มแล้วล่ะน้า…(ยังไงก็โม้เยอะอยู่ดี ฮี่ๆๆ)

ตามแผนการแล้ว วุ้นต้องสรุปภาษาเวียดนามที่เผื่อเวลาให้ตัวเองอ่าน 2 วันเสร็จเรียบร้อย…เนื่องด้วยความขี้เกียจและอะไรก็ตามที่มันอ้างได้ ทำให้วุ้นต้องอ่านภาษาเวียดนาม คืนก่อนเดินทาง ตอนสี่ทุ่ม ถึง ตีสอง แล้วต้องตื่นตีสามครึ่งเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปสนามบิน

เนื่องจาก…จองทริปนี้เป็นเวลานานมากจนเกิดเหตุการณ์ดังนี้

1. นามสกุลของแม่น้องปุ๊ปุ สะกดผิดจากบัตรประชาชน ต้องทำเรื่องวุ่นวาย ทั้งๆที่เพื่อนแม่วุ้น อีกคนมีปัญหาเหมือนกัน แต่ไม่เห็นจะต้องส่งอีเมลล์ภาษาอังกฤษ และโทรคุยกับโอเปอเรเตอร์นานสองนานเลย T T

2. เที่ยวบินรอบเย็นที่บินไปฮานอย ถูกยกเลิก เหลือแต่เที่ยวเช้า…ผลก็คือ วุ้นดีใจ 555 เพราะตอนแรกเครียดมากจัดทริปยังไงให้ได้เที่ยวเยอะที่สุด เลยได้ไปฮาลองเบย์ สมใจวุ้น แอร๊ยยยยยยยยยย

3. เที่ยวบินฮานอยยกเลิก ต้องเปลี่ยนเที่ยวบินของแม่และผองเพื่อนใหม่ เพราะมันเป็นเที่ยวบินต่อเนื่อง และผ่านไปด้วยดี

4. โรงแรมที่จองไว้ตอนแรก เจ๊ง ต้องเปลี่ยนโรงแรมใหม่ วุ้นก็ต้องหาที่อยู่ของโรงแรมและวิธีการเดินใหม่ – - (หาตอนคืนก่อนไป-ก็หาที่อยู่ให้คสน.ช่วย แล้ววุ้นก็จดเวียดนามไป)

5. ไม่มี อยากเขียนให้ดูเยอะๆ – -

ก่อนไปวุ้นก็เช็คดูสภาพอากาศบอกทุกคนว่า สูงสุดเท่านี้ๆนะ เตรียมเสื้อกันหนาวประมาณนี้ๆแล้วกัน ผลก็คือ – - หลายๆคนโดนคนอื่นไซโคว่าเวียดนามร้อน – - (ตอนฟังช่วยถามคนเล่าด้วยว่าไปเดือนไหน – -) ทุกคนในทริปจึงมืออุปกรณ์กันหนาวคนละนิดหน่อย ซึ่งมันตกผลตอนไปฮาลองเบย์ (ค่อยเล่า)

ผลจากการอ่านเวียดนามถึงตีสองต้องตื่นตีสามครึ่ง สภาพวุ้นตอนนั้น แรมต่ำมาก – - คือ แม่วุ้นและผองเพื่อนมานอนพักที่หาวุ้นคืนหนึ่งเพราะ เที่ยวบินไปฮานอยมันเช้ามากมาย – - คือ 06.55 น. ซึ่งเราต้องเผื่อเวลาทุกๆอย่าง (โดยเฉพาะ duty free) และวุ้นต้องไปรับ ปุ๊ปุและแม่ปุ๊ปุ โดยโบกแท็กซี่จากหอวุ้นไปบ้านปุ๊ปุก่อน แล้ววุ้นค่อยแยกไปขึ้นแท็กซี่กับปุ๊ปุและแม่ปุ๊ปุ แบ่งเป็นคันละสามคน เพราะหกคนมันจะดูมากไป(เกรงใจคนขับแท็กซี่ – -)

แท็กซี่ที่วุ้นโบกคันแรกเป็นคุณลุงหัวใจวัยรุ่นมากกกกก…ขับรถเร็ว จนในใจหวั่นๆว่าจะได้ไปเที่ยวมั้ย – -กลัวแวะโรงพยาบาลก่อน – - ซึ่งวุ้นก็คุยไปแล้วว่าจะแวะที่หนึ่งก่อนไปสุวรรณภูมิ…ระหว่างนั่งก็นึกไปว่า แล้วรถอีกคันจะขับตามรถลุงได้มั้ย – -

พอถึงที่หมาย…ลุงก็บอกว่า ไปด้วยกันทั้งหมดเนี่ยแหล่ะแล้วเพิ่มตังให้ลุงก็พอ…วุ้นแรมต่ำ ไม่อยากมีปัญหาก็เออออไปเพราะถึงสนามบินเร็วด้วย ดีเหมือนกัน

ออกจากบ้านปุ๊ปุ ตีสี่ครึ่ง ถึง สุวรรณภูมิประมาณ ตีห้าเกือบครึ่ง…ใช้ได้เลย…วุ้นบอกทุกคนว่า…ดีแล้ว เวลาไปฮานอยจะได้คิดถึงลุง เพราะที่นั่น ขับรถช้า 555

ถึงสนามบินเราก็เช็คอินกัน จัดการตัวเอง เข้าห้องน้ำ กรอกข้อมูลที่ได้รับมา แล้วก็เดินทางไปด่าน ตม. ผ่านตม.เสร็จก็หกโมงพอดี นานเนอะ – -…แล้ววุ้นก็ลากทุกคนเดินเข้าดง duty free ที่รอคอย ฮา…ซึ่งก็ไม่ซื้ออะไร – -

นี่คือโฉมหน้า ผู้ฝากชะตากรรมไว้ที่วุ้น ><

เรียงจากซ้ายไปขวา ปุ๊ปุ แม่ปุ๊ปุ น้านุช น้าตี้ แม่วุ้น (เพื่อนร่วมงานของแม่วุ้น อ่อนกว่าแม่วุ้น สิบปี – - ปล.สังเกตดูแม่วุ้นและผองเพื่อนดีๆ ขนาดใกล้ๆกันแล้วเอากระเป๋ามาเหมือนกันสามใบ เห็นตอนแรกนึกว่าเข้าค่ายเด็กอนุบาล – -)

แล้วเราก็เจอปัญหาแรก…ที่นั่งที่เราจองไว้ แถว 6 กลายเป็น มีแต่ปุ๊ปุ กับแม่ปุ๊ปุ ส่วนที่เหลือสี่คน อัปเปหิมาแถว 21 ตอนแรกโกรธคนจอง พอมาดูใบเสร็จ พนักงานทำ!!!…อ๊ากกกกกก วุ้นเซ็งมากเพราะ ปุ๊ปุ และ แม่ปุ๊ปุ ขึ้นเครื่องครั้งแรก ก็โดนแยกไปเลย รู้สึกผิดมากมายไม่คิดว่าจะมีการผิดพลาดแบบนี้ได้…กลายเป็นบทเรียนว่า ขากลับเราต้องเช็คที่นั่งด้วย เฮ้อ…

ลงเครื่องแล้วก็ผ่านตม. ซึ่งก่อนลง เค้าจะให้บัตรมากรอก ซึ่งแน่นอน สองคนที่ถูกนั่งแยก กรอกไม่เป็น วุ้นก็กะไปขอเค้ากรอกใหม่ ซึ่งสรุป จนปัจจุบันก็ไม่รู้ว่า ใบนั้นมีไว้ทำอะไรเพราะไม่เห็นมีใครขอเลย – -…มีไว้ให้เครียดเล่นจริงๆ เพราะวุ้นเป็นห่วงจะไม่ได้ผ่านไปถาม ตม. ปรากฏไม่รู้ว่า วุ้นพูดไม่รู้เรื่อง หรือ ตม.ไม่ถนัดอังกฤษ เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น – -

น้าตี้ กับ แม่ปุ๊ปุ บอกว่า ตม.ที่นี่หล่อ – -…ยัง…ยังไม่ใช่สเป๊กวุ้น แอร๊ยยยยยยยย (มารีวิวท่องเที่ยว – - ชอบวกไปรีวิวผู้ชายจริงๆ – -)

ผ่านทุกคนก็ไปตามหากระเป๋า ตอนแรกไม่รู้ว่าเค้ามีแยกฝั่งแบบคนละด้าน ฝั่งตม.ที่วุ้นและคณะโผล่มี สองสายพาน จาก มาเลเซีย กะ อะไรไม่รู้(วุ้นแรมต่ำอยู่ อย่าลืม)…วุ้นก็นึกๆ สงสัยรวมๆกันมั้ง เพราะ มีแค่นี้เอง…พวกเราก็ยืน เม้าท์กันสนุกสนาน…รอไปครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้ใหญ่เค้าก็นินทากัน ว่าทำไมคนเวียดนามหน้าตาดุจัง บลาๆๆ…ก็มีพนักงานผู้หญิงมาถามพวกเราว่ามาจากไหน…วุ้นก็ตอบไปว่า ไทยแลนด์…พนักงานก็ชี้มือไปด้านขวา ว่ากระเป๋าอยู่ฝั่งนู้น

วุ้นใสกันเลยทีเดียว…ก็เดินไปขำไป – - เดินไปถึง กระเป๋ามาพอดี เฮ้อ…ป่ะ ผจญภัยกันต่อ

จากข้อมูลโรงแรมใหม่เนี่ย วุ้นต้องนั่งมินิบัสของเวียดนามแอร์ไลน์ไปจะใกล้ที่พักกว่า นั่งรถเมล์สาย 17 ซึ่งโรงแรมเก่าจะใกล้ที่จุดรถเมล์จอดมาก…กันเปลี่ยนแผนครั้งนี้ก็ไม่มีปัญหา…เพราะเราเดินออกมา มินิบัส คนละ 2 USD 6คน ก็ 12 USD หัวคิวแท็กซี่ก็มาถามว่าไปไหน วุ้นก็บอกว่าจะไปมินิบัส ซึ่งเค้าก็บอกว่า ไปแท็กซี่ดีกว่า สะดวกกว่าไม่ต้องรอคนเต็มออกได้เลย สนนราคาที่ 25 USD วุ้นไม่เอาสิแพงเกิน คุยยังไงไม่รู้ (ตอนนั้นแรมต่ำ) เค้าบอกว่า 16 USD ละกัน พวกผู้ใหญ่ก็บอกว่าไปเถอะของเยอะ วุ่นวายไรงี้ วุ้นก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อซิมการ์ดก่อน เค้าบอกที่ฮานอยเยอะแยะ ค่อยซื้อ วุ้นไม่ยอมจะซื้อเลย จะได้โทรหาเพื่อนเวียดนามที่ได้พบปะ จากที่เล่าไปบล็อกก่อน ไว้จะได้ถามเที่ยวฮาลองเบย์ด้วย

หัวคิวบอกงั้นเค้าจะพาไปซื้อ (อารมณ์กลัวพวกเราหนีขึ้นรถเมล์ – -) วุ้นแลกเงินด่องมาได้แบงค์ใหญ่พอตัว (รู้อีกทีว่าไม่ใหญ่มากมายอะไร) ก็กลัวหลายๆคนที่เตือนเอาไว้ว่า ซื้อของระวังแม่ค้าเนียนไม่ทอนเงิน…ตอนซื้อตกลง วุ้นก็ออกตัวเลย ว่ามีแบงค์ใหญ่นะ ขอดูตังทอนก่อน เค้าก็บอกว่าเค้าทอนแน่ๆ วุ้นยังกลัวอยู่ไม่ยอมต้องให้เค้าโชว์ตังทอนก่อน (นิสัยไม่ดีเลย…นึกดูตัวเอง วุ้นว่าวุ้นไม่ให้เกียรติเค้ามากๆอ่า) สุดท้ายวุ้นก็ขอเค้าแตกแบงค์จะได้ใช้ง่ายๆเค้าก็ยอมให้ส่วนหนึ่ง โอเคเลย

ตอนนี้วุ้นเริ่มใช้ภาษาเวียดนามพื้นฐาน เช่น ตัวเลข ขอบคุณ แพงจัง ลดหน่อยได้ไหม อะไรประมาณนี้ ด้วยความแรมต่ำ จะมีความคึกเป็นพิเศษ (บางคนที่อ่าน…อย่าเพิ่งแย้งว่า วุ้นมันคึกตลอดเวลาไม่ใช่เรอะ – -)…คนเวียดนามเค้าน่ารักพอตัวนะ วุ้นว่า เวลาเราพูดหรือพยายามพูดภาษาเวียดนาม เค้าจะยิ้ม วุ้นได้ประโยชน์จากอาจารย์ที่ช่วยแก้เสียงวรรณยุกต์ ทำให้เวลาวุ้นพูดเวียดนามมันเนียน 555

โม้มากวุ้ย- -…สรุปเราก็นั่งแท็กซี่ ใช้เวลานานพอดู ระหว่างนั้นวุ้นก็โทรหาเพื่อนเวียดนาม ถามฮาลองเบย์ (หลายคนอาจสงสัย วุ้นยังพูดเวียดนามได้กะจึ๋งนึง ทำไมถึงคุยกับเพื่อนเวียดนาม…เพื่อนคนนี้ตอนมาไทย เค้ามาหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเค้าก็ถามวุ้นว่า…อยากได้เรื่องนี้ต้องหาที่ไหน…วุ้นก็แนะนำไป สรุป อยู่ศาลาพระเกี้ยว วุ้นเหมือนพนักงานที่ศูนย์หนังสือเลย เพราะต้องหาหนังสือ 7 เรื่อง เพราะมีนักศึกษาเวียดนามที่เอก ไทย 7 คน วุ่นวายได้ที่เลยทีเดียว…ซึ่งในที่นี้ที่วุ้นโทร เหมือนเป็นคนที่เก่งภาษาไทยที่สุด ตอนวุ้นโทร วุ้นก็พูดไทยเหมือนกับคุยคนไทยเลย) ซึ่งเค้าไม่รู้จักคนที่ทำทัวร์เลย แต่รู้จักแบบ คนขับรถ แล้วคนขับรถรู้จักคนล่องเรือ อะไรประมาณนั้น ซึ่งเค้าก็บอกราคามา รู้สึกว่า เฉลี่ยคนละ 500000 VND ซึ่งวุ้นว่ามันแพงถึงจะส่วนตัวก็เถอะ และไม่มีไกด์ด้วย – - เลยยังไม่ตกลงไป

พอถึงฮานอย สิ่งที่ทุกคนได้ยินคือเสียงแตร วุ้นจะลองอัพคลิปดูนะคะ ถ้าได้ก็จะเข้าใจกันเลยทีเดียว

รถพาพวกเราไปจอดที่หนึ่งก็มีผู้ชายมาบอกว่า เนี่ยเค้าคือคนที่วุ้นคุยอีเมลล์โต้ตอบเรื่องตอบรับ การเปลี่ยนโรงแรม วุ้นก็อ๋อคนนี้เหรอซึ่งเค้าบอกว่า ที่พักเค้าคนที่เข้าพักมีอุบัติเหตุทำให้ต้อง เช็คเอ๊าท์ อีกวัน เค้าจะให้เราไปพักอีกที่นึงแทนซึ่งเป็นโรงแรมในเครือเดียวกัน(ดูไฮโซมะ…วุ้นพักที่ splendid star hotel) วุ้นก็เออๆไปๆ แรมต่ำๆอยู่ ซึ่งเค้าจะนั่งไปด้วย รถที่เบียดอยู่แล้วก็เบียดกว่าเดิมในบัดดล – -

แล้วพอมาถึงที่ใหม่ เค้าก็ถามวุ้นว่าเนี่ย วุ้นจ่ายตังยัง…วุ้นก็บอกจ่ายหมดแล้วเค้าก็ยังถามต่อว่า จ่ายแค่คืนเดียวเดียวหรือเปล่า…วุ้นก็เลยโมโห บอกว่าจ่ายหมดแล้ว ไปคุยกับ go holiday สิ ทำงี้ได้ไง สงสัยเค้าเห็นว่าวุ้นใกล้จะวีนแล้ว ก็เลย บอกให้แท็กซี่ส่งกลับที่เดิม – - (เอากะมันสิ…)

ซึ่งโรงแรมที่วุ้นพักมันอยู่ในซอยเล็กซอยน้อยอีกที แท็กซี่ก็จอดตรงซอยที่ต้องเดินเข้าไป เฮ้อ…วุ่นวาย แต่โมโหได้ไม่นานอ่า – - เพราะอากาศที่นั่น ดีมากๆ เย็นสบาย แต่ต้องใส่เสื้อกันหนาวนะ ปลื้มมมมมมมมมม

วุ้นก็เดินๆหา กว่าจะเจอก็มึนเหมือนกัน แรมต่ำๆ ต้องมาหาสถานที่ – -…เข้าไป พนักงานก็ให้การต้อนรับอย่างดี…ซึ่งเค้าก็บอกว่า ตอนนี้เนี่ย เค้าให้พักได้แค่ 2 ห้องนะต้องพรุ่งนี้ถึงจะได้อีกห้อง วุ้นก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่เค้าบอกว่าตอนนี้มีห้องที่เปิดได้แค่ห้องเดียว เพราะอีกห้องยังไม่ เช็คเอ๊าท์ ซึ่งวุ้นก็เข้าใจเพราะเรามาเช้ากันด้วย ซึ่งได้ห้องเดียวมีที่เก็บสัมภาระเราก็ดีใจแล้ว

ระหว่างนั้นวุ้นก็ต้องมานั่งคุยเรื่องทัวร์…ซึ่งวุ้นอ่านคอมเม้นท์ของโรงแรมนี้ก่อนมาแล้วว่า…ที่นี่ชาร์จแพงนะ…ซึ่งก็แพงจริง แต่ก็นั่นแหล่ะวุ้นแรมต่ำ…ตอนนั้นก็สิบโมงกว่าแล้วด้วย…มีแพลนที่ต้องทำอยู่เยอะแยะ…การจะได้คณะเดินทางเดินงมหาบริษัททัวร์คงไม่ดีนัก…เลยได้ไปฮาลองเบย์ คนละ 25 USD ซึ่งพนักงานพยายามขายแพคเกจ 35 USD มากเพราะมันมีเหมือนพายเรืออ่า เดี๋ยววุ้นเอารูปให้ดู พนักงานคนนี้ ตอนหลังวุ้นซี้กะเค้านะ ชื่อว่า วิลเลี่ยม

รูปการคุย…ต่อรอง

ซึ่งตาวิลเลี่ยมเนี่ย ก็จะนำเสนอว่าโรงแรมของเค้าเนี่ย เปรียบเหมือนครอบครัวแบบจะดูแลแบบอบอุ่นประมาณนี้มั้ง เวลาวุ้นกลับเข้าที่พักก็จะถาม เป็นไงสนุกมั้ย ไปทำไรมั่ง ประมาณนี้ ที่ชอบโรงแรมนี้คือ เนตฟรี – - ชา กาแฟ ฟรีตลอดเวลา มีผลไม้ให้ฟรี(ซึ่งมีแต่กล้วยหอม) เค้าให้แผนที่ด้วย อันนี้วุ้นดีใจเป็นพิเศษ แถมมีแนะนำเช่น ร้านอาหารอร่อยๆ ร้านขายรองเท้า ร้านขายผ้าไหม ร้ายขายกระเป๋า จะบอกขีดกำกับเลย ว่าอยู่ถนนไหน

แน่นอน วิลเลี่ยมไม่ลืมที่จะขายทัวร์เที่ยวฮานอยให้วุ้น คนละ 35 USD ซึ่งคนที่ศึกษาวางแผนเที่ยวอย่างวุ้น จะยอม – - ตอนที่คุยๆเนี่ย ภาษาเวียดนามวุ้นก็พัฒนาขึ้นตามลำดับ ทำเอาพนักงานที่นั่น นิยมชมชอบวุ้นในบัดดล – - ตาวิลเลี่ยมบอกว่า คนเวียดนามชอบคนต่างชาติพูดเวียดนามนะ…มันก็คงอารมณ์คนต่างชาติ พูดไทยอ่าเนอะ…คนเวียดนามหลายคนถามวุ้นว่าเรียนภาษาเวียดนามที่ไหน วุ้นก็ตอบว่าเรียนที่มหาลัย เค้าก็คิดว่าวุ้นเรียนที่เวียดนาม วุ้นก็เลยต้องตอบว่า วุ้นเรียนที่เมืองไทยเนี่ยแหล่ะ…รู้สึกดีใจเวลาคนชมว่าพูดเก่งมากมาย…เป็นคนเวียดนามได้แระ…(ขอเป็นภรรยาทูตประจำเวียดนาม แทนได้มิ><)

ภายในห้องพักดูดีเอาการเลยค่ะเค้าบอกจะเอาเตียงเสริมมาให้ตอนเย็นๆ ซึ่งเตียงเสริมของโรงแรมมันคือฟูกที่นอนขนาดเตียงจริง…มันใหญ่มากกกกก…พวกเราเลยไม่เอา ของในห้องน้ำน่ารักดี มีแปรงฟัน กับยาสีฟันหลอดเล็กๆให้ด้วย>< ซึ่งเค้ามาเติมเปลี่ยนให้ทุกวันค่ะ

ภาพภายในห้อง

เมื่อเก็บของ…ทานชา กาแฟ ผลไม้ อะไรเรียบร้อยแล้ววุ้นก็เริ่มออกเดินทางไปร้าน บุ๋นฉ่า ชื่อดัง DAC KIM ซึ่งอยู่ใกล้โรงแรมที่สุด ระหว่างทาง แอบแวะซื้อกระเป๋า วุ้นก็คุยเวียดนามสนุกสนามกับคนขาย(ผู้หญิง) สงสัยสนิทเกิน เลยโดนบีบก้น T T เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่ควรรู้ – -

บุ๋นฉ่า (มันออกเสียงงี้อ่า)

วุ้นลืมบอกไปอีกอย่างคือ โรงแรมที่วุ้นพักอยู่ใกล้กับโบสถ์เซนต์โยเซฟมาก ถึงมากที่สุด เพราะทุกๆเช้าเราจะได้ยินเสียงระฆังเลยทีเดียว…แถมบริเวณนั้น ของกินเยอะ><

รูปโบสถ์ค่ะ ตอนวุ้นไปยังไม่เปิด ตอนนั้นมึนๆก็ถามว่าเนี่ยเค้าเปิดกี่โมงเค้าบอกว่า บ่ายสอง วุ้นเอาไว้เข้าไปดูวันหลังละกันเนอะ ซึ่งก็คือวันสุดท้าย (เล่าก่อนเด๋วลืม) เข้าไปเค้ากำลังสวดมนต์อยู่เลยได้แต่มองแล้วออกมาไม่มีรูป – -

ตอนนั้นความจริงกว่าเราจะรู้ทางออกมาโบถส์ได้วุ้นอ้อมโลกได้รอบหนึ่งพอดีเป๊ะ (เวอร์ได้โล่…)ถ้าเพียงแต่ วุ้นเดินทะลุซอยโรงแรมมันก็เจอ – - ออกมาก็เป็นผู้คนมานั่งจิบน้ำชา กาแฟกัน ซึ่งวุ้นสังเกตว่ามีแต่ผู้ชายแฮะ – -

เมื่อพวกเรากิน บุ๋นฉ่าเสร็จ (ซึ่งทุกคนกินไม่หมด – -มันเยอะมาก) เป้าหมายต่อไปคือเดินช้อปผ่านถนน ที่วิลเลียมแนะนำแล้วไปกินไอติมชื่อดังกัน ซึ่งต้องอ้อมทะเลสาบ ฮว่าน เกี๋ยม ไป

รูปห้องน้ำสาธารณะ คนละ 1000 VND

อยู่บริเวณทะเลสาบเลยค่ะ วุ้นมองดูสีของน้ำแล้ว อืม…(เน่าเพราะคนมาจู๋จี๋กันเยอะแน่ๆเลย)

ซึ่งจากการถาม วิลเลี่ยมได้ความว่า ยุคสมัยเปลี่ยนสื่อต่างชาติเข้ามา ทำให้กันแสดงความรัก(อย่างโจ๋งครึ่ม)ในที่สาธารณะเป็นเรื่องปกติ นี่กลางวันแสกๆนะ วุ้นเดินตอนกลางคืน มันจะออกแนว นัวๆแต่ไม่ล้วง ควัก แบบตามป้ายรถเมล์ของประเทศสารขัณฑ์

ห้างสรรพสินค้าค่ะ หัวมุมที่หลายคนถ่ายเอาไว้ชี้ทางไปกินไอติม Kem Dac Biet…ที่นี่ตอนเช้าๆ ลานตรงหน้าเค้าเป็นที่เต้นแรโรบิก รวมถึงหัวมุมทะเลสาบฝั่งตรงข้ามด้วย…วุ้นพยายามหาหัวหน้านำเต้น แต่ก็ไม่เจอแฮะ – -

กว่าจะหาเจอ วุ้นพาคณะเข้าร้านผิดไปหนึ่งที – -…แรมต่ำของจริง – - …ของจริงค่ะ

และแล้ว…วุ้นก็ค้นพบว่า…ผู้หญิงเวียดนามเค้าอยู่ที่นี่กันนั่นเอง…อุว้าววววววววว!!!!

ทานไอติมกันเสร็จแล้วก็เดินทางต่อไป พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์เวียดนามกัน…แต่ก่อนอื่น ทางที่เดินนั้นต้องผ่าน โอเปร่าเฮ้าส์ก่อน…

จากรูปวิธีเดินผ่านถนนที่ไร้ระบบเช่นนี้คือเลี้ยวขวาข้ามถนนเดินเลาะประตูรั้วโอเปร่าเฮ้าส์(งง มั้ย เดินไปทางขวาเพื่อข้ามถนน ข้ามเสร็จก็เลี้ยวซ้าย)แล้วเลี้ยวขวาตามหัวมุมเดินไปเรื่อยๆก็จะเจอ ซิโคล่ จอดเรียงรายเต็มไปหมด เคยลองถามราคาแล้วแอบแพง เดินเอาดีกว่า…มีอยู่ช่วงหนึ่งที่วุ้นเดินถามทาง เค้าก็ชวนขึ้นมอไซค์ วุ้นก็รีบตอบ ว่าชอบเดินมากกว่า ตบท้ายที่ว่า วุ้นรู้ภาษาเวียดนามนิดเดียว กลุ่มผู้ชายโห่ยิ้มกันซะ บอกว่าไม่จริงหรอก – -…จริงสิ วุ้นพูดได้เฉพาะคำหากิน – -

ถึงแล้วตอนไปซื้อตั๋ว คนขายตั๋วถามว่าวุ้นเป็นนักศึกษาเหรอวุ้นก็ตอบว่าใช่ แต่เป็นคนไทยนะ เค้าก็ยิ้มแล้วบอกว่าพูดเวียดนามเก่งนะเนี่ย>< (บล็อกเหมือนตอกย้ำคนที่กล่าวหาวุ้นมั้ย – -)
ภายในค่ะ ดูไม่รู้เรื่องหรอก…ภาษาอังกฤษมีประกอบบ้างไม่มีบ้าง – -แล้วแต่อัน ส่วนใหญ่ออกแนวเล่าเรื่องการต่อสู้ของการปกครองอ่า

ก็จะไล่คนมาเรื่อยๆประมาณนั้น

เดินชั้นบนเสร็จ ก็เดินออกมาดูเจอรถของลุงโฮ(มั้ง…บอกแล้ว แรมต่ำรวมกับโง่อังกฤษ)

แม่วุ้นก็สังเกตมากเนี่ย…ดูสิยางรถไม่แตะพื้นเลยนะ…แม่ไม่ทักวุ้นคงไม่มอง จนแม่ปุ๊ปุบอกว่า อย่าลืมกระเป๋าที่ฝากไว้ที่ล็อกเกอร์…ซึ่งตอนนั้นวุ้นลืมไปแล้ว…เลยต้องเดินกลับไปเอา…ตอนที่เข้ามาที่นี่ตอนแรกนึกว่าปิด – -เพราะเหมือนเค้าจะปรับปรุงอะไรอยู่มีการปิดสถานที่บางส่วนพอมาเดินจะเอากระเป๋าเลยเห็นว่ามีชั้นล่างจัดแสดง (ตอนแรกนึกว่าห้องเก็บของ – -)

ในส่วนของชั้นล่างจะพูดถึง สงครามเวียดนามกะอเมริกัน แล้วก็การพัฒนาของประเทศเวียดนามในด้านต่างๆ

ด้านอุตสาหกรรมอะไรประมาณนี้

ระหว่างเดินจะกลับ…แม่ปุ๊ปุก็ทักอีก…ไม่เอากระเป๋าเหรอไง…ลืมอีกครั้ง – -
เดินออกมาเจอนี่ค่ะ มีเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถ่ายรูปกันด้วย เจ้าสาวสวยและผอมสูงอ่า อิจฉา><

เดินผ่านเจอนี่ด้วย…วุ้นไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร T T โต๊ดก๊าบบบบ

ตอนนี้เราก็เดินเพื่อจะไปซื้อตั๋วดูหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งคนเยอะมาก ตอนนั้น 15.25 น. วุ้นกะซื้อรอบ ห้าโมง หรือ ทุ่มนึง มันเต็ม เลยได้รอบ 15.30 น. มาก็ดีเหมือนกันดูเลยไม่ต้องรอ ดูเสร็จเดินดูของระหว่างกลับโรงแรมจะได้เตรียมตัวพักผ่อน ตื่นไปฮาลองเบย์ เจ็ดโมงครึ่ง…ระหว่างทางเจอสองแม่ค้า สังเกตดูดีๆคนขวามียูโร คัสตาร์ตเค้ก ของไทยด้วย><

ป้ายจราจรที่เวียดนาม…ปัญหาวุ้นเหมือน ภาษาญี่ปุ่นเลย คือ…อ่านได้แต่แปลไม่ได้ – -

รูปบรรยากาศในการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ถ้าอัพคลิปได้จะอัพให้นะคะ แอร์เย็น วุ้นใสและคณะ จึงผลัดกันหลับ อย่างมีความสุข…(ก็ทริปมันถึกอ่า – -)…เป็นการแสดงที่วุ้นว่าไม่ควรพลาดถึงแม้เราจะดูไม่ค่อยรู้เรื่องก็เหอะ…มันเจ๋งมากอ่า ดูแล้วแบบ…โหยทำได้ไงที่จะบังคับหุ่นได้แบบนั้น แล้วก็เป๊ะมากมายด้วย…(ขนาดวุ้นหลับบ้างอะไรบ้าง…ยังชอบเลย – -)

ดูเสร็จเราก็มาเที่ยวที่วัด หงอกเซินกันต่อ ซึ่งทุกคนคงอารมณ์เหนื่อยไม่มีใครยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าไปดูข้างใน(ข้ามสะพานนั่นแหล่ะ) ลืมบอกไปราคา ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ ถ้าใครซื้อหนังสือมาอ่าน หรือ เช็คตามเวบรีวิว อ่า ราคามันขึ้น เป็นเกือบเท่าตัวหมดเลยนะคะ เพราะตอนแรกวุ้นคำนวณตามเรตที่หามาได้เร็วสุด ก็ยังแพงกว่าที่คาดเลย อย่าง บุฟเฟ่ต์ที่เซน ที่ตอนแรกจะไปทานกัน ต้องยกเลิกเพราะถามเพื่อนเวียดนามตอนที่มาเมืองไทย…ราคามันตกที่ต่อหัวคนละเกือบ 500 BTH เลยทีเดียว

สะพานแดง คนมากมายก่ายกอง

รูปร้านค้าบริเวณแถววัดค่ะ วุ้นสังเกตว่า ร้านค้าไหนที่น้าตี้ถ่ายร้านนั้นพวกเราไม่ซื้อ – -(ทั้งคณะมีคนเอากล้องมาคนเดียวคือน้าตี้…ที่เหลือกล้องมือถือ ตามกำลังทรัพย์ ฮา….)

ตรงข้ามกับทางเข้าวัด จะเห็นลานอนุสาวรีย์ ซึ่งช่วงเย็นจะเห็นคนมาตีแบตกัน อาจารย์ที่สอนภาษาเวียดนามวุ้น เคยเล่าที่มาของอนุเสาวรีย์นี้อ่า…เป็นตัวแทนของ ชนชั้นอาชีพ(มั้ง)ต่างๆ something likes that

ร้านค้าขากลับค่ะ บริเวณนี้จะขายเสื้อผ้า ผ้าปักลายต่างๆ แล้ววุ้นก็พาคณะเข้าร้าน little hanoi ตามสูตรหนังสือ ซึ่ง สลัดทูน่าอร่อยมาก>< วุ้นสั่งคาโบนาร่า ชีสมากมาย ชอบบบบบบบ…ไม่มีรูปนะ – - หิวเกินไปรู้ตัวอีกที เหลือแต่ซากอ่า ไม่ทันถ่าย – -

ขากลับเราก็เดินมั่วๆ…เจอร้านเค้ก วุ้นว่าหลายๆคนเคยโพสแล้ว ไม่มีชื่อค่ะ ตั้งอยู่บริเวณเหมือนร้านเหล้าของคนเวียดนามเยอะๆอ่า ชีสเค้กอร่อยมาก ประมาณ 80 บาท(ความจริงถูกกว่านั้น…วุ้นตัดราคาอย่างหยาบไว้ก่อน) ส่วนพวกผู้ใหญ่ คลั่งทาร์ตมะนาว เพราะเปรี้ยวถูกใจ ส่วนปุ๊ปุ ชอบ ช็อคโกแลตบอล มันหนึบๆไม่เลี่ยนดี ช็อคโกแลตอัลลอนด์ ก็อร่อยมากมาย สุดท้ายวันก่อนจะกลับ พวกเราก็แทบไปเหมา ร้านนั้นเลยทีเดียว – -…ซึ่งก็ไม่ได้กินเต็มที่ เพราะละลายบ้างอะไรบ้างเมื่อมาเจออากาศเมืองไทย…ก้ออ่านะ

แล้วทุกคนก็กลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับ วิลเลี่ยมที่มาบอกว่า จะอัพห้องเป็นดีลุกซ์ให้ห้องนึงแทนการเพิ่มเป็นสามห้อง ซึ่งพวกเราก็โอเค เพราะอยากนอนด้วยกันมากกว่า กลายเป็นห้องที่เห็นนั้น นอนสี่คน เตียงละสองคนค่ะ ส่วน ปุ๊ปุและแม่ นอนห้องดีลุกซ์อะไรนั่นแทน…

หนึ่งวันในฮานอย…มีอะไรมากมายเลย…ที่วุ้นเล่ามายังไม่ครบของวันนั้นเลยนะนั่น 555…บล๊อกสนองนี้ดคนทำ…

เย้เย…วุ้นอัพคลิปประกอบวันแรกได้อ่า…เป็นเสียงแตร…วุ้นว่าในคลิปไม่เท่าของจริงเลยอ่า – -…

ก้ออ่านะ

ฮานอย…การเดินทางต่างประเทศครั้งแรก…อย่างจริงจัง – เกริ่นนำ

Leave a comment
เริ่มจาก…
แอร์เอเชีย จัดโปร 299 เมื่อช่วงเดือนสิงหาในปีที่แล้ว (2552)
วุ้นก็เสาะหาเที่ยวบินกลับบ้าน…แต่ด้วยความตื่นตาตื่นใจของโปรโมชั่น…เหลือบไปเห็นเที่ยวบินอื่นๆ มันช่างถูกเสียจริง…

ไม่ได้การละ…เราต้องทำอะไรสักอย่าง…วุ้นมีความฝัน…
ว่าตอนอายุ 19 วุ้นจะ bagpack ไปเที่ยวลาว…
จนตอนนี้ 21 แหล่ว – - ยังบ่สามารถไปได้เลย T T อีกที่ ที่วุ้นอยากไปเหมือนกันคือ “เวียดนาม”
เอาละจะบินทั้งทีบินไปเวียดนามดีกว่า (ตอนนั้นกัมพูชาต้องเสียค่าภาษีสนามบินเพิ่ม – - เลยตัดทิ้ง) ไม่ไกลมากประเทศน่าสนใจ เพราะเราไม่ค่อยมีข้อมูลกับประเทศนี้เท่าไร ประกอบกับค่าครองชีพน่าจะถูก ดูจากค่าเงินด่องที่ถูกมาก…

ว่าแล้ว…วุ้นก็หาแนวร่วมท่องเที่ยว…เนื่องจากระยะเวลาการจองที่กระชั้นชิดมาก…คนที่ยอมไปกับวุ้นต้องบ้าบิ่นพอกัน

เพราะ…
1. วุ้นไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน(ไม่นับชายแดนแม่สาย-พม่า – -)
2. วุ้นไม่เก่งอังกฤษ
3. วุ้นไม่รู้จักประเทศนี้มากมายอะไรเลย รู้แค่ว่า…อากาศต้องดีแน่ๆ – -
4. วันที่จะไปห่างจากวันจองถึง 7 เดือน คนที่จะไปต้องจัดการตารางเวลาให้ดี
สุดท้ายก็มีคนร่วมอุดมการณ์นี้ด้วยถึง 5 คน!!!! มีแม่วุ้นเอง เพื่อนร่วมงานแม่วุ้น 2 คน แม่ของน้องที่วุ้นไปสอนพิเศษ และ น้องที่วุ้นไปสอนพิเศษ
ในตอนแรก วุ้นตั้งใจจะไปผจญภัยในโลกกว้างกับแม่สองคน แบบไปช่วงเดือนมีนา ก็กะยืมตังแม่มาจ่ายค่าจองก่อน- – แล้วใช้คืนให้ทั้งหมด เพราะทริปที่เรากำลังจะไปนั้น รวมค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ และที่พัก 3 คืน อยู่ที่คนละ 1978 บาทเท่านั้น!!!
ก็กะว่าจะเก็บเงินทันคืนแม่ กะพาแม่เที่ยวเป็นของขวัญวันเกิดแม่(แม่วุ้นเกิดเดือนธันวา) และเป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง (วุ้นเกิดเดือนมีนา) ดูเป็นคุณลูกกตัญญูชิมิล่า…555

พอวุ้นเล่าแพลนให้แม่ฟังปุ๊บ…แม่บอกว่าเดี๋ยวแม่ไปชวนเพื่อนแม่ด้วยดีกว่า…เพราะราคามันถูกมากมายเกินบรรยาย (ถึงแม้จะรวมค่าตั๋วบินไป-กลับ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ แล้ว ก็ไม่ถึง 3000 อยู่ดี)

ตอนนั้นแอบเคืองแม่ – -…ไรว้า…กะไปหนุงหนิงกันสองแม่ลูกซะหน่อย กลายเป็นต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นอีก…ตอนนั้นวุ้นกลัวว่า…เมื่อผู้หญิงเดินทางเยอะๆ มันจะมีปัญหา เช่น ความล่าช้าต่างๆ(แผนเที่ยววุ้นแอบถึก – -) หรือ จุกจิกสารพันปัญหาที่เราคาดไม่ถึง วุ้นว่าวุ้นงอนเรื่องนั้นอยู่เลยพาล – - แบบ…แล้ววุ้นจะเที่ยวกับใครล่ะเนี่ย เพราะแม่วุ้นก็ต้องลัลล้ากับเพื่อนๆชิมิ – - ว่าแล้ววุ้นก็เลยไปชวนน้องที่วุ้นสอนพิเศษไปเที่ยว พร้อมกับชวนแม่ของน้องด้วย…แน่นอน ทั้งสองสนใจ ฮา….

ใครมั่งไม่สนถูกกว่าเที่ยวในประเทศซะอีกอ่า…

เข้าเรื่องความจริงเมืองที่วุ้นจะไปคือ โฮจิมิน (เขียนถูกหรือเปล่าหว่า – -) แต่ค่าที่พักที่นั่นแอบแพง มาส่องราคาที่ฮานอย แล้วมันโอเค…วุ้นเลยเลือกฮานอย ด้วยประการฉะนี้…

ทริปนี้มีความน่าสนใจตรงที่…ในกลุ่มนี้…วุ้นเหมือนจะเก่งอังกฤษที่สุด (กลิ่นหายนะโชยมาแต่ไกล… – -)

คนเวียดนามส่วนมากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้…

ทุกคนฝากความหวังไว้ที่วุ้น เพราะวุ้นเป็นคนจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน ที่พัก แผนท่องเที่ยว…พูดง่ายๆวุ้นเหมือนบริษัททัวร์เลยทีเดียว(ไม่นับผู้สนันสนุนบัตรเครดิตที่จ่ายค่าเครื่องบินให้วุ้นก่อน…ขอบคุณคร้าบบบบ)

หลังจากวันที่ตกลงกันได้ว่ามีใครเดินทางบ้าง วุ้นก็เริ่มหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับฮานอยให้มากที่สุด รวมถึงฝึกภาษาเวียดนามที่หลายๆคนโพสเอาไว้เป็นภาษากันตาย…

ซึ่งเมื่อมีพี่คนหนึ่งรู้ว่าวุ้นจะไปฮานอย ก็บอกว่า ไม่เห็นจะน่าไปเลยไปแล้วต้องโดนโกงแน่ๆไม่มีทางพลาด วุ้นก็บอกว่าเนี่ยวุ้นฝึกภาษาเวียดนามบางคำด้วยนะ คนนั้นฟังแล้วก็บอกว่า สำเนียงอะไรไม่ได้เลย จะรอดเหรอ?

เป็นครั้งแรกที่มีคนดูถูกวุ้น แล้ววุ้นฮึดสู้ (ปกติ…ดูถูก…อือ แล้วไงก็วุ้นเป็นแบบนี้แหล่ะ >>>หมดอาลัยตายอยากกับตัวเองได้อีก – -)

เลยทำให้วุ้นตัดสินใจลงเรียนภาษาเวียดนามที่มหาลัยตัวเอง…หลังจากที่ลังเลว่าจะลงดีมั้ย
ผลสุดท้ายวุ้นไปเวียดนามครั้งนี้…ประทับใจมากค่ะ^^ เพราะการเรียนภาษาเวียดนามระหว่างเรียน อาจารย์ก็จะให้ความรู้ของประเทศนี้ไปด้วย ทำให้เรารู้สาเหตุต่างๆ เช่น
ทำไมคนขายถึงบริการเราไม่ดี…เพราะประเทศเวียดนามสมัยก่อนปกครองแบบคอมมิวนิสต์(เขียนถูกหรือเปล่า? – -) ก็จะมีการแบ่งสันปันส่วนอาหารตามหลักการความเสมอภาค ดังนั้น คนที่มีของ(อาหาร)ก็จะเป็นผู้มีอำนาจ แต่ปัจจุบันเมื่อเปิดประเทศสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆหายไป วุ้นสังเกตเห็นมีแต่ คนแก่เท่านั้น ที่มักจะไม่สนใจลูกค้า หรือไม่งั้นก็เป็นวัยกลางคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง…แบบวุ้นเดินผ่านร้านที่ขายพวกอาหารทะเลข้างทาง แล้วน้องที่วุ้นสอนพิเศษ(จากนี้ไปจะเรียกชื่อนะคะ น้องชื่อ ปุ๊ปุ) ชอบทานหอยมาก วุ้นก็กำลังจะพูดภาษาเวียดนามถามเค้า เค้าก็โบกมือไล่ เพราะเห็นเราเป็นชาวต่างชาติ T T อดทานเลยปุ๊ปุเอ๊ยยย
ทำไมเราจะเห็นเค้าขายดอกไม้มากมาย…เพราะบ้านที่เวียดนามจะเป็นลักษณะห้องแถวสูงแคบ บริเวณที่จัดสิ่งสวยงามไม่มี การประดับรูปภาพถ่าย ผ้าปัก หรือการนำดอกไม้มาปักแจกัน ก็เกิดประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัยหรือผู้พบเห็น (จำภาษาเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ positive อะไรสักอย่างเนี่ยแหล่ะ)
เนี่ยแหล่ะ…อะไรประมาณนี้

อีกอย่างจากการเรียนภาษาเวียดนาม ก็ได้พบปะกับนักศึกษาเวียดนาม (ไม่กี่ชั่วโมง) ก็ทำให้รู้ว่า ไทยมองเวียดนามยังไง ก็เหมือนเวียดนามมองไทยอย่างนั้น
คือ…เราจะคิดว่า คนเวียดนามน่าจะสนใจ วัฒนธรรมหรือความเคลื่อนไหวในประเทศไทย เปล่าเลย…เค้าก็คิดว่าเราสนใจเค้าแบบนั้นเหมือนกัน
ในความเป็นจริง…เราสนใจเพราะ ท่องเที่ยวถูก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจับตา อะไรประมาณนี้ (ความคิดวุ้นนะ – -) เค้าก็มองเราว่า เป็นคู่แข่งที่เค้าสามารถล้ำเราได้ เพราะ คนไทยขี้เกียจ (วุ้นเองก็เป็นหนึ่งในที่ทำให้คนเวียดนามเหมารวม T T…ขอโต๊ดดดด – คือเค้านัดตอนแปดโมงอ่า วุ้นมาสาย สิบห้านาที<<นี่เป็นที่สองของคนไทยที่มานะ – - คนอื่นๆในคลาส…ก้ออ่านะ)
นั่นแหล่ะ…คือสิ่งที่วุ้นได้เรียนรู้ก่อนไปเวียดนาม

ความจริง…มีลอกอินหนึ่ง จากห้องบลูแพลนเนต น่ารักมากๆค่ะ ส่งข้อมูล ข้อระมัดระวังในการไปเวียดนาม รวมถึงแผนที่ หลายอย่างมากมาย วุ้นแอบซึ้งใจ T T วุ้นขอโทษวุ้นจำลอกอินพี่เค้าไม่ได้ – -

กลับมาต่อเรื่องแลกเงิน วุ้นไปแลกที่ superrich แลกดอลล่าห์ ไปคนละ 3000-5000 บาท เรทตอนนี้อยู่ที่ 32.77 บาท วันที่ 10/03/10 แลกเงินด่องคนละ 1000 บาท เรทที่บาทละ 580 ด่องแลกด่องที่นี่ถูกกว่าที่เวียดนามค่ะ

จากการซื้อของหลายๆคนบอกซื้อเงินไทยถูกกว่า…วุ้นเรียนเศรษฐศาสตร์มา เรียนภาษาเวียดนามมา ดังนั้นเวลาซื้อขายต่อรอง จะเป็นภาษาเวียดนามผสมอังกฤษ ความจริงแม่ค้ารู้แหล่ะว่าเราคนไทย เค้าก็เสนอราคาไทยนะ วุ้นก็คำนวณๆๆ ปรากฏว่า เงินด่องดีกว่าอยู่ดี ถ้าเราคิดทันนะ…เพราะตอนซื้อขาย คนที่ไปจะรู้มันดูวุ่นวาย กดดัน แต่วุ้นยืนยันเลยถ้าต่อได้ ใช้เงินด่องดีสุดค่ะ ใช้เงินบาทเข้าทางแม่ค้าเลยเพราะอัตราที่เค้าจะแปลงจากไทยเป็นด่องให้เราดู ยังไงเรทที่เราแลกไว้ก็สูงกว่า แถมคำนวณกลับเป็นบาทที่แท้จริงก็ถูกกว่าเห็นๆ

ความจริงแลกด่องไว้สัก 1000-2000 ก็ได้ถ้าไม่พอก็ไปแลกอีก โดยใช้ ดอลล่าห์เท่านั้นนะคะ เพราะเป็นเงินบาทค่าเงินร่วงมาก วุ้นไปลองถามที่ธนาคารที่ฮานอย วันที่ 11/03/10 บาทละ 500 ด่อง หายไปเยอะนะ เพราะแลกใช้ ดอลล่าห์ ได้ 19000 ด่อง หารค่าเงินหยาบๆดอลละ 33 บาท ได้ บาทละ 575 ด่อง เรตดีกว่าเห็นๆ อย่างทริปนี้วุ้นให้คนในทริปใช้ด่องกันหมด มีพลาดตอนเดียวที่ซื้อของแถวสุสานลุงโฮ…ตอนนี้นมึน เพราะทุกคนรุมซื้อ วุ้นคำนวณไม่ทัน – - ก็เอาเป็นว่าพวกดอลล่าห์ไว้ดีสุด ไม่พอก็แลก – -

วุ้นอยากบอกอีกอย่างหนึ่งก็คือ เงินไม่มากไม่ต้องถ่อมาแลก superrich ก็ได้นะคะ – - อย่างวุ้นเองไม่คุ้มมากมาย ต่างกันนิดเดียวค่ารถเดินทางซัดไป 100 บาท เดินออกจาก superrich แล้วมาคำนวณส่วนต่าง…เขางอกกันเลยทีเดียว – -

เดี๋ยวถ้ามีอะไรเพิ่มเติม…ที่วุ้นลืมๆไป…คงไปเก็บตกตอนสุดท้ายแล้วกันเนอะ

ก้ออ่านะ

ก ร ะ บี่ . . . ค ว า ม ส ว ย ง า ม ข อ ง เ มื อ ง ไ ท ย . . . วั น ที่ ส า ม . . .

Leave a comment
ทริปวันนี้เที่ยวบนบกค่ะ ^^

ลืมไป – - เรื่องดราม่าที่วุ้นเล่าเมื่อวานไม่จบ มัวแต่เล่าหนุ่มญี่ปุ่นแทน – -

สรุปก็คือ พี่ไกด์ ไปดูสน๊อกเกิลที่เรืออีกลำนึง แล้วก็มีมาเกินสองอันจริงๆ

ทุกคนโล่งใจ…

เฮ้ออออ

เข้าเรื่อง…

เดี๋ยวรีสตาร์ทคอมก่อนนะคะ^^

ก้ออ่านะ

มาแล้วววววววววววววว

กลับมาที่กระบี่ต่อ ตอนแรกกลุ่มวุ้นไปกันสี่คน เลยตกลงกะพี่ทัวร์ว่าเค้าจะเช่ารถเก๋งพร้อมคนขับพาเที่ยวให้ จ่ายคนละ 750 บาทต่อคน(ราคานี้ต่อรองแล้ว)

ซึ่งวุ้นก็เห็นดีด้วยเพราะดูส่วนตัวดีเผื่ออยากแวะอะไรจะได้แวะไรงี้

แต่ตอนหลังมีคนมาเพิ่มก็เลยไปรถตู้กับคนอื่นก็ได้

ตอนรถมารับนั้นเราก็ประทับใจ เพราะมันเป็นรถมินิบัส(ไม่ใช่แบบ ในกทมนะ – -) เหมือนรถ ปอพ. ไม่มีเสาอ่าค่ะ หรูหราฮิโซอย่างรุนแรงมว๊ากกกกกกกกก

จากแผนตอนแรกที่รับทราบไว้คือ ไปสระร้อน หรือ สระมรกตก่อน (ไม่แน่ใจ) แล้วไหว้วัดถ้ำเสือ

พวกเราเลยโอเคก็เล่นน้ำก่อนแล้วแต่งตัว ไหว้พระกลับ

เพราะฉะนั้นเครื่องแต่งกายก็จะเป็นแนวพร้อมวิ่งลงน้ำ – -

ปรากฎว่าพอนั่งรถไป ไกด์ก็บอกว่าจะไปวัดถ้ำเสือก่อน วุ้นก็อ้าว…ใส่ขาสั้นอ้า – - ยีนส์ขายาวเตรียมไว้เปลี่ยน – - เอาไงดี

คุยกะเพื่อนก็เนียนๆไป เพราะคนอื่นก็เหมือนกัน วุ้นขาสั้นไม่ค่อยน่าเกลียดเหนือเข่าไม่มาก แต่มันก็ไม่สุภาพอยู่ดี บางคนแทบเรียกเป้าคืบเลยทีเดียว

โทษนักท่องเที่ยวไม่ได้นะ – - แย่ๆ


ทางขึ้นไปดูวิวจังหวัดค่ะ วุ้นอยากขึ้นไปมากมาย แต่ไกด์ไม่อยากขึ้นถามใครจะแยกตัวไปมั้ยแล้วค่อยมาเจอกันที่รถ 11 โมง แล้วก็บอกว่าไปดูถ้ำเสือ ต้นไม้พันปีดีกว่า ออกแนวเผด็จการอ้าาาา…เซ็ง

คราวหน้าถ้ามาจะต้องขึ้นไปดูให้ได้เลย!!!


เจดีย์(หรือเปล่า)พระแม่กวนอิม – - ทุกคนดูข้างนอกไม่ได้เข้าไป – - เพราะไกด์อารมณ์แนะนำแล้วจะพาไปถ้ำเสือ ทุกคนก็เลยยืนถ่ายรูปกัน – -

เข้าใจว่าไกด์มาบ่อย แต่ต้องเข้าใจนักท่องเที่ยวว่าไม่เคยมา – -


อยากให้ลิงอ่านออก ซนกันจริงๆ


บางครั้งวุ้นว่านะ กทม ควรมีป้ายนี้ตดทุกวัด – - สมัยนี้ กาละเทศะมันไม่ค่อยอยู่ในบทเรียนของคนสมัยนี้สักเท่าไร…(ด่าตัวเองไปด้วย – - )


ทางไปถ้ำเสือค่ะ กี่ร้อยขั้นไม่รู้จำไม่ได้ ตอนแรกเดินขึ้นก่อน มีศาลาพักให้(ที่ติดป้ายสองอันนั้น) แล้วก็เดินลงอย่างที่เห็น


เหมือนโฟโต้ชอบเอาฝรั่งมาตัดแปะมั้ย(พยายาม – -)


จะได้ไม่หลง (รู้สึกหลังๆถ่ายแต่ป้าย วิว เวิว ไม่ถ่าย)


ชอบเค้าพยายามอ่า เนียนดีที่วาดรูปเป็นฉากหลัง สวยมากๆด้วย


เครื่องซักผ้า(ถ่ายเพื่อ…) เอาน่าฝรั่งถ่ายกุฏิวัด ถ่ายชีวิตประจำวันพระเลยนา…


ภายให้ถ้ำเสือ หน้าเสือจะมีมือถือ เป็นหินย้อยเหมือนมือเสือค่ะ วุ้นไม่ได้ถ่ายเพราะคนอื่นถ่ายเยอะแล้ว – -…วุ้นแนว(บ้า)


อีกมุมนึง ถ้ามาแบบไม่มีไกด์ตามติดคงคลาดลอดไปแล้ว – -


ประวัติลืมเล่าไปเลย มีพระธุดง มาธุดงบริเวณนี้แล้วเจอเสือเข้าเลยมาบอกชาวบ้าน(คิดว่าให้ระวังไม่ไปทำร้ายเค้า และไม่ให้เค้ามาทำร้าย)

พระก็อาศัยกะเสือ ต่อมาชาวบ้านก็ทำเป็นวัดประมาณนี้

ส่วนถ้ำลูกธนู เค้าบอกว่าตอนมาสำรวจก็พบลูกธนุวางอยู่ตรงที่ป้ายวางอยู่ เป็นจำนวนหนึ่ง เลยเรียกชื่อว่า ถ้ำลูกธนู


หินย้อย ดูแล้วได้ความรู้ใหม่ว่า ห้ามเอานิ้วไปป้ายเล่น – - เพราะเค้าจะไม่ย้อยอีกต่อไป – - เหมือนปะการังเนอะ

แตะแล้วเสียผี ตายเลย – - เพราะสู่ขอไม่เป็น (แป้กกกกกกกกกกกกกก)


- – เหมือนไม่มีอะไรให้ถ่ายเนอะ – -

ความจริงมีนะ – -ไม่ยอมถ่ายเอง


ต้นนี้ให้ทายอายุเท่าไร?

ไกด์ถามมา ทุกคนก็มองหน้าไกด์แบบ…มึงก็บอกมาเด้ – -

ห้าร้อยกว่าปีค่ะ

ส่วนต้นพันปีถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อนแล้ว

ต้นตะโกนะคะ ไปแอบเคาะรากดู ไม้กลวงๆไม่แน่นแบบต้นสักแฮะ


ชอบอ่า สวย(คนถ่ายนะ)

ช่างกล้าาาาาาาา


ดูลิงๆ


สระร้อนๆ

ไกด์โฆษณาซะเวอร์มากบอกว่าถ้าแช่แล้วจะทำให้ดูเด็กลงไปสิบห้าปีเลยทีเดียว!!!!

ดูรูปดีๆ ไม่เนียนชิมิ ตอนวุ้นเดินเข้าไปดูไม่ได้ถ่ายอ่า – - มัวแต่ปวดฉี่ – -

เลยถ่ายจากป้ายแนะนำตรงทางเข้ามาให้ดู


แผนที่อันนี้ของ ดีแทค

เค้าบอกว่าที่เราไปแช่เล่นกันเนี่ย อุณหภูมิประมาณ 42 องศา วุ้นลองเอาเท้าแหย่ร้อนอ้าาาาา

สักพัก…ชินอยากแช่ทั้งตัว

แต่ทนปวดฉี่ไม่ไหวก็เดินมาหาที่เข้าห้องน้ำก่อน

พี่ไกด์ทัก อะไรเนี่ย ยังไม่เปียกเลยกลับแล้วเหรอ เลยบอกเดี๋ยวค่อยเล่นละกัน

พี่ไกด์เลยบอก ที่สระมรกต ไม่เปียกไม่ให้กลับนะ

^^น่ารักเนอะ


รูปจากป้ายแคนนอน สวยกว่า 5555

วุ้นถามพี่ไกด์ว่าแหล่งกำเนิดอยู่ไหน พี่เค้าบอกต้องเดินเข้าไปหลายโลอยู่ซึ่งเค้าก็ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไป

ที่แหล่งอุหภูมิร้อยกว่าเลยค่ะ


ทางเดินไปสระร้อน

ขณะที่แช่อยู่คนไทยที่แช่อยู่ก็มาทักทาย เพราะว่า วุ้นและเพื่อนสาวใส่เสื้อเหมือนกัน เขียนว่า “นิสิตจุฬา สถานภาพ โสด”

เค้าเลยทักว่าอยู่กทมเหรอ ไรงี้ เค้าก็บอกว่าเนี่ยพี่มา สามครั้งแล้ว พี่อยู่เชียงใหม่ ทำงานที่ดอยสุเทพ ชอบที่นี่มากมาย น้องๆชอบกันมั้ยไรประมาณนี้

คนไทยอัธยาศัยเนอะ^^ (พูดเหมือนตัวเองไม่ใช่คนไทย- -)

เริ่งเข้าใจแล้วว่าทำไมเวลากลับบ้าน แม่ชอบว่าวุ้น ชอบทำตัวเหมือนหยิ่ง มันติดการใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียวจากเมืองใหญ่ วุ้นไม่กล้าทักทายกะใครมากนัก – -

เพราะทำแล้วกลายเป็นวุ้นให้ท่าชาวบ้าน – - ไม่งั้นก็กลายเป็นวุ้นตอแหล – -

ก้ออ่านะ

กลับม้าาาาาาาา

วุ้นว่ารูปมันเยอะไป ขอเช็คแปป

แล้วถ้ามันอืดมากมาย จะขึ้นบล๊อกใหม่

บุยๆ

ก้ออ่านะ

กลับมา ไปสระมรกตกันดีกว่า

ก่อนอื่น เค้าเลี้ยงอาหารที่สระมรกตค่ะ งวดนี้มีของว่างเป็นเค้กด้วย!!!

อร่อยมากกกกกกก ปกติจะมีแต่อาหารคาวแล้วผลไม้เลย

แต่กินไม่หมดเพราะซัดข้าวไปสามจาน – - อาหารอร่อย มีต้มย้ำ แล้วก็อะไรอีกสองสามอย่าง เป็นโต๊ะนั่ง ประมาณ 6-8 คน

ไกด์พยายามนำเสนอเค้กมาก บอกว่าเค้กกระบี่อร่อยไม่แพ้เค้กเมืองตรังนะ

เถียงไม่ออก วุ้นยังคิดเลย อร่อยกว่า เอสแอนด์พีอ่า มาร์เบิ้ลเค้กนะ จริงจังๆ


เจ้าของบล๊อกเล่าไปสระมรกตแล้ว แต่รูปสระร้อนยังมีอยู่เลย – -


วุ้นจำได้ว่าตอนแรกที่เค้าบอกว่าไปสระร้อน วุ้นจินตนาการถึง น้ำพุร้อนสันกำแพง

ต้องมีกลิ่นก๊าซไข่เน่าอบอวลๆๆ อะไรประมาณนี้

ปรากฎว่าไม่เลยค่ะ นี่เป็นภาพทางเดินชมธรรมชาติที่สระร้อน วุ้นไม่ได้ไป (บอกไปแล้วว่าปวดฉี่ – -)


ร้านค้าหน้าทางเข้าสระร้อนค่ะ

เห็นตอนแรกนึกถึงร้านค้าที่ภูกระดึง (ถ้ามีโอกาสจะรีวิวนะ^^) ตอนนั้นวุ้นไปช่วงต้นมีนา คนเค้าไม่เที่ยวกันแล้ว ตอนถึงแต่ละซำ ป้าๆจากร้านต่างๆก็จะร้องเรียก “หนูมาแวะร้านป้าสิจ๊ะ” ประมาณนี้ วุ้นก็จะสลายโต๋ แบ่งกันไปซื้อไม่นั่งรวมกัน เป็นการช่วยกระจายรายได้ป้าๆไปในตัว

ได้ข่าวรีวิวกระบี่ – -…ไหงเล่าภูกระดึงไปแหล่ว – -


ถ่ายก่อนเข้าไปถึงสระมรกต น้ำใสมากมาย อ๊างงงงงงงงง


กลัวเค้าไม่รู้ว่ามาจริง วุ้นไม่นาธานนะ


ระยะทางถ้าเดินไปทางปกติ แต่วุ้นเลือกทางเลียบชมธรรมชาติ…


ตอนแรกเห็นทางไป โห ฮิโซนะ สงสัยทำได้เผื่อช่วงน้ำเยอะ จะได้เดินสะดวก


ธรรมชาติที่จะพบจากการเดินไกลกว่าเดิม สี่ร้อยเมตร


ความจริงของทางเดิน วุ้นต้องเดินไปร้องเพลงไป(เรื่องของเอ็งบอกทำไม) ดูรากไม้ไปกลัวสะดุด เดี๋ยวเจ้าป่ากหัวเราะ – -

สะดุดที่อ่าวมาหยาเกินพอแล้ว…


ทางเดินแบบบูรณาการมากมาย

นึกถึงเวลาเดินทางไกลของลูกเสือเลยทีเดียว


ระหว่างทางจะมีทางเล็กทางน้อยแยกให้เราไขว้เขวเล่น ด้วยความที่อ่านเพชรพระอุมาจนครบ จินตนาการจะสูง(แต่น้อยกว่าคนที่อ่านล่องไพรของ น้อย อินทนนท์ร่วมด้วย)

แต่ท่อนไม้นี้เย้ายวนใจเกินทนให้เราต้องเดินไปดู


เลยได้ภาพนี้มา สวยนะ แต่ไม่กล้าลงแตะน้ำ มันแบบ เหมือนแร่ธาตุ ตะไคร่ อะไรไม่รู่ อาจเป็นโคลนดูดใครจะรู้

ถ้าเจอบาซิลิสก์ล่ะ? – -(กล้าจิ้น – -)


ระหว่างทางเราจะเจอแต่ภาพประมาณนี้

วุ้นเหมือนกวางป่า – - เห็นน้ำแล้วมีความสุข – -(เกี่ยวกะกวางยังไงหว่า…)


อุ๊ย!!! หลงป่า เดินไปเดินมา โผล่ที่สระแก้ว!!! ยิ่งกว่าคนดังมาบุญครองนะเออ

ใครว่างลองเช็คที่กูลเกิ้ลว่าเดินจากสระมรกต ไป สระแก้ว ใช้เวลาเท่าไร 555

ระหว่างทางที่เดิน ด้วยความที่วุ้นมาคนเดียว แล้วทางเดินนี้ไม่มีคนเดียว แอบกลัวนะเนี่ยหายไปคงไม่มีใครรู้ – -

ฉะนั้น คนหาคนรู้ใจไปเดินเคียงคู่สำหรับเส้นทางนี้นะจ๊ะ^^


ตอนที่เห็น อึ้ง ทึ่ง เสียว มาก น้ำใสได้อีก ไม่กล้าทำไรเลยเอานิ้วจิ้มดังรูปที่เห็น

อยากลงเล่น – - แต่ไม่มีคนเลย – -


ใสมว๊ากกกกกกก
นึกถึงเพชรพระอุมา น้ำใสๆนิ่งๆ อันตรายนัก…(โรคจิตไปแหล่ว)


ถึงแล้ว!!!
สระมรกต ช่วงที่เดินทางเลียบธรรมชาตินี้ วุ้นร่ำๆจะเดินกลับทางเดินหลายรอบ เพราะขนแขนลุกชัน ผลของการไม่ถ่ายมาสองวัน – -

จ้ำอ้าวๆหาห้องน้ำอย่างเดียว – -

แล้วจะบอกคนอ่านทำไม? – -


ทำธุระเสร็จก็มานั่งเล่นที่นี่ตอนขากลับคือ เสร็จแล้วไปหาเพื่อนที่เล่นน้ำกันอยู่ว่าเค้าให้เวลาถึงกี่โมง เพราะวุ้นยังอยากไปดูสระฤาษี กะ สระผุดที่ต้องเดินเข้าไปอีกอยู่

ปรากฎเหลือเวลา ยี่สิบนาที – - เดินจ้ำได้อีก


ระหว่างทางไปค่ะ ก็จะมีป้ายเล่าเรื่องราวว่า ที่ตรงนี้มีแร่ธาตุนี้ๆเยอะ เลยไม่มีต้นไม้เจริญเติบโต วุ้นก็เอาไม้ไปเขี่ย ดินที่มีแคลเซียมกะอะไรไม่รู้เยอะๆเล่น – -

แล้วก็ผ่านดงต้นนู้นนี้นั้น


ก็ไม่อยากจะบอก ถึงไม่ห้ามก็ไม่เล่น – - มีน้ำแบบรูปข้างบนอ่าค่ะ – - ใครจะเล่น

ชาวบ้านเค้าถือห้ามยุ่งเดี๋ยวจะอาเพศ


วุ้นถ่ายแบบรีบๆเพราะเวลาเหลือน้อยมากมาย – -

การที่ให้ผู้หญิงตัวเล็กๆแสนบอบบางเดินสองกิโลแบบไม่หยุดพัก นี่โหดร้ายนะ


ดงเฟิร์นค่ะ เห็นไม้แบบนี้ อันตรายแฝงนะ วุ้นเดินๆอยู่ไม้ยุบ เพราะด้านที่เดินที่ค้ำหาย – - เดชะบุญที่สวย เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น(รู้สึกแปลกๆกะข้อความข้างต้นหรือไม่?)

ขากลับวุ้นก็เดินเร็วนะแต่มองดูตะปูที่ตอกไม้ตลอดอันไหนมันโผล่มาก็ใช่พลังสวยเอาเท้าทุบๆให้ยุบเหมือนเดิม เดี๋ยวใครมาสะดุดเข้า เสียชื่อการท่องเที่ยว

ดูเหมือนเป็นคนดีเนอะ…เคนโดนสอนเรื่องนี้มาว่า ถึงเราจะไม่ได้รับความเดือดร้อนก็ไม่ควรเพิกเฉยชิมิล่า


ถึงแล้ว วุ้นคิดเล่นๆของชื่อสระ ภาษาอังกฤษ คือ blue pool ชิมิ ความจริงอาจจะมีนักสำรวจชาวต่างประเทศเห็นแล้วตะลึง Oh blue pool!!!

คนไทยที่มาด้วย อาจได้ยิน อะไรนะ? บัวผุด? ใช่ที่ไหนเล่า สระผุด

ที่มาก็เป็นประการชะนี้แล

ปล.วุ้นมั่วเองนะ – -


รูปสุดท้ายของบล๊อกกระบี่

ตอนวุ้นเดินกลับ(กลับทางปกติไม่มีเวลา) เวลาคุณลุงคุณป้า ควงกันมา(ควงจริงๆนะ)แบบพ่อดูนั่นสิ แม่ระวังนะ เห็นแล้ว…

เคลิ้มในชีวิตตัวเองจะมีแบบนี้มั่งมั้ย แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยย

ตอนวุ้นเดินกลับ เจอเรื่องน่ารักมากมาย

มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งปวดฉี่เลยยืนฉี่กลางถนนเลยนะ

แล้ววุ้นก็เดินจ้ำอ้าวมา สงสัยเขินฉี่ไม่เสร็จก็เก็บของตัวเองวิ่งไปหาแม่

สงสัยเขินความสวย(หรือตกใจว่ายักษ์ขมูขีหลุดออกมาจากป่า)

แล้วก็เดินแซงทุกคนเลยนะ จนมีลุงคนนึงแซว เกียร์เหรอหนู

น่ารักเนอะ

เออ…ไม่เล่าไม่ได้เรื่องนี้ ภูมิใจนำเสนอมากๆๆๆๆๆๆๆๆ

ระหว่างที่วุ้นทานข้าว พี่คนนึง ซึ่งตอนแรกวุ้นนึกว่าคู่รักเกาหลี ความจริงคนไทย ก็ทักวุ้นกะเพื่อน (เพื่อนวุ้นตัวเตี้ยๆขาวๆป้อมๆหุ่นสาวญี่ปุ่น หน้าก็หมวยๆคนชอบคิดว่าเป็นเด็กญี่ปุ่น) ว่าถ้าไม่เห็นเสื้อที่ใส่นึกว่า คนญี่ปุ่น

ซึ่งวุ้นรู้ว่าเค้าจงใจหมายถึงเพื่อนแต่มีกระเหรี่ยงวุ้นเลยทำเป็นพูดเหมารวม – -

สรุปพี่เค้าเป็นเด็กธรรมศาสตร์ปีสาม ไรงี้…

จบแล้วคร้าบบบบบบบ…

สงสัยอยากรู้อะไรวุ้นจะตอบเท่าที่วุ้นรู้นะ แฮ่ๆ

ก้ออ่านะ

ก ร ะ บี่ . . . ค ว า ม ส ว ย ง า ม ข อ ง เ มื อ ง ไ ท ย . . . วั น ที่ ส อ ง

Leave a comment
ถึงอ่าวนางแล้ว…

วันนี้เราจะเดินทางโดย สปีดโบ๊ท และ คสน บอกว่า เที่ยวเกาะพีพี เหนื่อยสุดนะ วันนี้วุ้นพร้อมดำเต็มที่ – - มาแก้มือดำน้ำด้วย – - หลังจากเมื่อวานพี่ไกด์บอกว่า แปลกคน…ไม่กินน้ำทะเล ก็น้ำเข้าตา

เออ…วุ้นลืมเล่า เมื่อวานเกือบมีดราม่า…คือว่า สน๊อกเกิล หายไปสองอันค่ะ – - ตอนเค้าตรวจที่อ่าวพระนาง ทุกคนก็แบบ…

คืนกันแล้วไม่มีใครโขมยหรอก เครียดกันมากวินาทีนั้น พี่ไกด์บอกเนี่ยอันละแปดร้อย สองอัน แต่เค้าขอให้รับผิดชอบแชร์กันอันเดียวพอ อีกอันเค้าจะช่วยออกให้

ซึ่งตอนเราเดินทางมาจะมีอีกลำจากบริษัทเดียวกัน ลำนั้น คนเอเชียจะเยอะ เพราะมีหนุ่มญี่ปุ่นคนหนึ่งที่นั่งรถมาด้วยกันมาคนเดียว(หล่อนะ ผอมไปหน่อย…ถ้าใส่แว่นคง…อ๊างงงงงงงงงง…รีวิวเที่ยว – - ไม่ใช่ผู้ชาย) ก็ถูกพี่ไกด์ให้ไปกับอีกลำ คสน เล่าให้
ฟังว่า เค้าพยายามจัดให้ไม่เหงา เอเชียด้วยกันจะได้สะดวกสบายมากกว่า (แล้วกระเหรี่ยงวุ้นล่ะ?)

เที่ยวครั้งนี้วุ้นประทับใจคนที่นี่มากเลย ถึงจะโดนโกงบ้าง(อารมณ์เหมือนเที่ยวเวียดนามเนอะ – -) เช่น นั่งสองแถวไปทานข้าว จ่ายคนละ ยี่สิบ(ความจริงมันสิบห้าบาท)แถมไม่ทอนตัง – -(มองในแง่ดีว่าคงลืม – -)

แต่บางอย่างเราก็จะเห็นความสองมาตรฐานอย่างชัดเจน เช่นวุ้นมาเล่นเนตโรงแรม รู้ป้ายแปะนาทีละบาทมั้ง – - ไม่สนใจเพราะตอนจะเล่นไปถามพี่พนักงานว่า ชม.เท่าไร พี่เค้าบอกสี่สิบบาท วุ้นเล่นไปสอง ชม.กว่าๆ เค้าก็เก็บเราสี่สิบบาทอยู่ดี

นอกเรื่องอีกนิด โรงแรมที่วุ้นอยู่ อยู่ในเมือง(ศรีเพชร ไม่ได้ค่าคอม แต่อยากแนะนำ – -) แล้วสภาพดีมาก(เพราะเป็นโรงแรมใหม่) พี่ๆใจดี อย่างเพื่อนๆวุ้นจะไปผับพี่เค้าก็ติดต่อแท๊กซี่ให้(ถึงจะแพงขูดเลือดมากก็เหอะ) แต่ที่ชอบที่สุดอยู่ที่……..

อาหารเช้า>< ที่นี่ แบบ สั่งได้อยากกินไร ไม่อั้นด้วยดีๆ ฟรีนะคะ รวมในค่าที่พักแล้ว ที่สำคัญ….

อร่อยมาก!!!!!!!!!!(แต่วุ้นกินไม่หมดทุกที – - เนื่องจากตื่นสายกินแป๊ปเดียวรถทัวร์มารับแระ – - มาดูรูปรถที่มารับวุ้นวันแรกดีกว่า


สองแถวน่ารัก

แต่วันไปพีพี หรูนานั่งรถตู้ที่นั่งกว้างมว๊ากกกกกกกกกก…(เผื่อขนาดฝรั่งแน่ๆ)

ว่าแล้วเราก็เดินทางเลยดีกว่า…

ที่แรกที่แวะคือ…อ่าวมาหยาค่ะ

ตอนที่ถึงอ่าวมาหยานั้น พี่ไกด์กำชับหนักหนาว่าต้องกลับตรงเวลานะ เราจะแวะแป๊ปเดียวเพราะเดี๋ยวคนจะเยอะ แล้วพวกคุณจะไม่สนุก

ตอนที่วุ้นลงจากเรือนึกภาพตามนะ…
(กล้องแพนที่วุ้นถ่ายรอบตัว วุ้นทำหน้าปลาบปลื้มเหมือน จีฮุน ขอแต่งงาน) สวยมากกกกกกกกกกกกก….หาดทรายขาวไม่เชื่อดูรูป

นุ่มเท้ามาก ปลื้มเกิดมาไม่เคยเจออ๊างงงงงงงงงง

แบบ…ถึงแล้วยกมือถือจะโทรหาแม่ เพื่อบอกว่า คุณลูกขาจะพาคุณแม่ขามาดูให้ได้เลย!!!

แต่………..!!!

ไม่มีสัญญาณ วุ้นได้แต่ตะโกนร่ำร้องอยู่ในใจด้วยความปิติยิ่งนัก…อ๋าาาาาา

ว่าแล้วก็เดินลิงโลดดูความงามให้หมด แล้วก็ถ่ายรูป…

น้ำทะเลฟ้าได้อีก(ถ้าเขียนลงน้ำได้คงเขียนเหมือนทราย – -) ไม่ต้องใช้นิกอน น้ำก็ฟ้าจริงจัง อ๋าาาาาาาาาาาาาาา


ด้วยความปิติ…เลยถ่ายแต่ป้าย – -
อ๋าาา ป้ายนี้ทำให้เรารู้ว่า เราโชคดีจังที่เกิดเป็นคนไทย ไม่ต้องจ่ายเงิน อิอิ


วุ้นเดินเที่ยวเล่นก็เดินไปคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่องสีนามิ พี่เค้าบอกว่า ที่นี่ไม่ค่อยโดน เพราะมีเกาะบัง จะเห็นจากรูปข้างบนอ่า


ถ่ายป้ายนี้แล้วนึกขึ้นได้ เมื่อวานเพื่อนวุ้นดำน้ำแล้วก็ไปยืนบนประการังเนื่องจากมันสำลักน้ำ(วุ้นก็ทำ – -) แล้วก็มีฝรั่งว่ายมาบอกว่า อย่าเหยียบปะการังเพราะจะทำให้คุณปะการังตาย ไม่เจริญเติบโต…

ฟังแล้วรู้สึก…เออแฮะ…เรามีของดีๆเยอะแยะ ต้องให้คนอื่นมาดูแลให้ – - น่าอายนะ…เพราะวุ้นรู้สึกว่าคนสมัยนี้ มองทุกอย่างที่ตัวเองอย่างเดียวเลย

สงสัยต้องจับไปอยู่กับชาวนาวีสักเดือน เผื่อจะนึกถึงคนอื่นมั่ง – -…วุ้นเบื่อคำว่า มันไม่ได้เดือดร้อนเราสักหน่อยจะไปยุ่งทำไม(ไม่ใช่ยุ่งเรื่องชาวบ้านนะ) ดป็นเรื่องผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ที่ส่งผลกับสิ่งแวดล้อมเนี่ยแหล่ะ – -

กลับมาก่อน – - เริ่มดราม่า…
วุ้นดำน้ำที่หลังอ่าวมาหยา
ซึ่งเส้นทางนี้สามารถไปที่หลังอ่าวมาหยาได้

วุ้นดำเป็นคุณปะการังที่เสียชีวิตแล้วมากมายเลย สึนามิ ทำลายอะไรมากมายจริงเนอะ – -

เริ่มเหมือนบล๊อกรำลึกสินามิ – -

ทางหนีสึนามิ ทางไปหลังอ่าว คือทางเดียวกับที่ไปห้องน้ำค่ะ แต่วุ้นไม่ได้ไปห้องน้ำนะ แอบเดินนอกเส้นทางไปโผล่ที่หลังซุ้มป้อม เจ้าหน้าที่ดูแล


นี่คือพาหนะที่าพวกเรามา กว้างดี มีบุฟเฟ่ต์น้ำดื่ม ให้เลือกน้ำเปล่าหรือโค้ก เจ๋งแฮะ วุ้นว่า 1000 นึงคุ้มเลยล่ะ(ต่อจาก 1200 คือต่อยิบย่อยมาก่อน พอรวมราคาวุ้นก็ต่ออีก – - เลยถูก 555)


อีกมุมนึงของอ่าวมาหยา เป็นที่ที่คนยังไม่มา – - ที่เยอะเริ่มยั้วเยี้ยแล้ว ตามที่ไกด์บอกจริงๆ

จากการที่ถามพี่เจ้าหน้าที่ พี่ถามว่ามาจากไหน ตอนแรกวุ้นก็งง มันมาจากที่อื่นได้ด้วยนอกจาก อ่าวนาง

พี่เค้าเลยบอกว่า มีมาสองทางคือจากกระบี่ หรือภูเก็ตก็ได้ วุ้นก็หูววววววว ภูเก็ตเลยเหรอ ไกลจัง


เห็นเส้นเชือกบนทรายมั้ยคะ วุ้นเดินเลียบเรือ ด้วยอารมลัลล้า (อารมณ์ดีเหมือนเมากัญชา)


ระหว่างเดินไปถ่ายรูปไปอยู่นั้น พี่ที่อยู่แถวเรือยังทักระวังสะดุดเชือก วุ้นก็หันไปยิ้มแล้วบอกว่า…อ๋อไม่หรอกค่ะ^^

เดินไปไม่กี่ก้าว…สะดุด!!! หน้าเกือบคะมำ นักท่องเที่ยวชาวจีนยืนมองกระเหรี่ยงตัวนี้เริงร่ายิ้มไปถ่ายรูปไปอยู่ สะดุดเชือก กลั้นหัวเราะกันใหญ่

วุ้นก็หันไปยิ้มแหยๆให้ – -…อายโคตรรรรรรรรรรรรรรรร

เค้ามองเป็นสิบเลยอ่า – - ไม่นับพี่ๆที่เฝ้าเรือนะ – -


ลืมบอกไป น้ำทะเลที่นี่เค็มกว่าแถวเกาะไก่ – -

เชื่อวุ้นสิ วุ้นกินทุกที่ที่มีดำน้ำ – -


รูปภายในเรือค่ะ ระหว่างนั้น มีฝรั่งมาถามไกด์ว่าเรือลำนี้เท่าไรเหรอ

พี่ไกด์ก็บอกว่า ล้านบาทไทย ยี่ห้อ ยามาฮ่า (ฟังแล้วนึกถึงเครื่องดนตรี – - เกี่ยวมั้ย?)


พวงมาลัย

วันนี้พี่ไกด์เป็นทอม อารมณ์ขันเยอะ เหมือนพี่เมื่อวาน(แต่นั่นเป็นผู้ชาย)
พี่ยังคุยกะฝรั่งว่า พวกวุ้นเนี่ยมาจาก กทม แล้วเอาแขนมาเทียบกะแขนวุ้น ว่าสีผิวไม่เหมือนกัน คนภาคใต้จะคล้ำๆ แอบได้ยินพี่ไกด์คุยกะเพื่อนวุ้นว่า ถ้าพี่ชอบผู้ชายนะ ฝรั่งพวกนี้เสร็จพี่หมดแล้ว(พี่เค้าน่ารักจริงๆ นิสัยนะ)555


ที่อยู่ของคุณรังนกค่ะ พี่ไกด์บอกว่ามันฮิตเพราะคนจีนเชื่อว่า เหมือนเป็นยาอายุวัฒนะ


ถึงแล้วเกาะพีพี รูปที่เห็นคืออ่าวต้นไทร เป็นที่ๆพี่ไกด์บอกว่า บริเวณนี้โดนสึนามิกินเรียบเลย ที่เห็นๆน่ะเค้าเพิ่งสร้างมาใหม่

แล้วก็ไปทานอาหารบุฟเฟ่ต์อร่อยมากมาย วุ้นชอบต้มยำทะเล น้ำใสมาก นึกว่าต้มจืด แต่เปรี้ยว รสชาติฝรั่งจริงๆ เข้าทางวุ้นเพราะวุ้นไม่ทานเผ็ด 555


เพื่อนทักวุ้น แกมาเที่ยว หรือมาตามรอยสึนามิวะ – -

วุ้นเดินไปดูเรื่อยๆ เดินไปเดินมา นึกว่าตัวเองอยู่เกาหลี – -

มีแต่คนเกาหลีเต็มเลย อารมณ์แบบเราเหมือนชาวต่างชาติอ่า ฝรั่งก็จะอยู่โซนอ่าวต้นไทร พอเดินเลยโรงพยาบาล รีสอร์ทโรงแรม คนเกาหลีพลุกพล่านมากมาย – -

ดังเหมือนกันนะเนี่ย(เพิ่งรู้เรอะ!)


นี่เป็นทรายหาดกะคุณหอยที่เกาะไผ่ค่ะ

ชื่อเกาะไผ่แต่มีแต่ต้นสน – -

ก่อนมาที่นี่ไปดำน้ำดูประการังเขากวางมา

วุ้นก็ประทับใจที่อ่าวมาหยาอยู่ดีที่นั่น มีประการังมีสีด้วย เจอคุณปลาปักเป้า คุณงูทะเล คุณปลาการ์ตูน หนึ่งตัว พี่ไกด์บอกว่า คุณปลาการ์ต฿นหายากนะ

วุ้นเลยจิ้นไปว่า สงสัยที่เจอต้องเป็นนีโมแน่ๆเลย มาตามหาพ่อต่อไป – -


สึนามิขึ้นมาไกลมากมาย

ระหว่างนั้นวุ้นเดินกลับไปที่เรือ เพราะตอนลงเรือไม่ได้ฟังว่าเค้าให้ฟังกี่นาทีมัวแต่ปวดฉี่อยู่…

เลยกลับมาก่อนเวลา สิบห้านาที พี่ๆกำลังจัดผลไม้อยู่ วุ้นก็เนียนไปกิน555

ช่วงนั้นก็มีฝรั่งบางบนที่มาก่อน ไกด์ก็เล่าว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาเค้าเจอลูกปลาโลมา ตามคุณแม่มาแถวนี้ น่ารักมากมาย แต่…เป็นสัญญาณที่บอกว่า กำลังจะมีมรสุมเกิดขึ้น…


ช่วงที่วุ้นดำน้ำก็ถามพี่ไกด์ว่า คุณปลาเสือกินได้มั้ย เพราะเค้ามีเยอะมากแล้วไม่กลัวคนด้วย ว่ายเล่นรอบตัวเราแต่ไม่ยอมให้จับ

เล่นตัวได้อีก…

พี่เค้าก็บอกว่า ปล่อยเค้าไปเถอะ เค้าสวยออก – -

วุ้นก็บอกว่าใจร้ายนะ ทีคุณปลาทูยังทานเลยเพราะเค้าไม่สวยเหรอ…แล้วคุณปลาทูทำไมไม่เห็น

พี่เค้าบอกว่า ปลาทูเค้าอยู่ในน้ำลึกน่ะ

ดำน้ำนี่วุ้นแอบชอบคุณปลานกแก้ว น่ารักดี อารมณ์เหมือนปลาฟิชโช่ ป้อมๆครีบสั้น แนบลำตัว สีสวยด้วย

เค้าชอบไปกินแพลงคอนไปเรื่อย ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีเจ้าถิ่นอยู่ เราก็จะเห็นคุณเจ้าถิ่นมาไล่คุณปลานกแก้ว

ระหว่างนั้น วุ้นก็คุยกะพี่ไกด์ว่า เนี่ย มาเที่ยวภาคใต้อยากกินมะพร้าว ทำไมที่นี่แพงจัง มันน่าจะถูกนะเพราะน่าจะมีเยอะ

พี่เค้าก็บกว่ามันมีแหล่งที่อร่อยๆอยู่ ก็อธิบายเส้นทางมา วุ้นก็เอ๋อ หน้ามึนๆฟังๆไป พี่เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวบอกพี่ทัวร์ให้พาไป

ตอนแรกวุ้นก็นึกว่า พูดให้สบายใจเล่น

พอถึงฝั่ง วุ้นก็ถามคนขับรถที่จะไปส่งเรากลับโรงแรมว่า ที่ๆเค้าขายมะพร้าวอยู่ที่ไหนเหรอ ที่เค้าบอกห่างจากนี่ไป สองกิโล วุ้นก็คิดว่า โห ไกลจังคงอดแน่ๆเลย

ระหว่างนั่งรถก็ฟังเพลงไปเรื่อย แล้วก็บ่นตัวเอง ขี้อายจังเรา เจอฝรั่งมาสองวันแล้ว อยากคุยด้วยมากมาย แต่เขิน…

ซึ่งฝรั่งที่นั่งรถมาด้วยกันจะเป็นสองสาวงี้ เค้าก็เหมือนอยากคุยกะกะเหรี่ยงเหมือนกัน>< …ก็ยังไม่ได้คุย

ทางที่รถผ่านแอบกันดาร ไปๆมาๆก็มาอยู่หน้าร้านขายส่งมะพร้าว แอร๊ยยยยยยยยยยยยยย

ตอนนั้นดีใจมากมาย ไม่คิดว่าพี่เค้าจะพามา ฝรั่งสองสาวก็งง ว่าเค้ากรี๊ดกร๊าดอะไร ก็บอกไปผิดๆถูกๆ(เอยูเอเวลเซอ – - ละอายจริงๆ) ซึ่งเรื่องมะพร้าวเนี่ย วุ้นคุยกะพี่เค้าเอง เพื่อนวุ้นไม่รู้ เพราะเรามีดราม่ากันเมื่อวาน(เรื่องนี้ขอไม่พูดถึงนะคะ 555)

พี่ในบอร์ดแซววุ้น ว่าวุ้นทะเลาะกะเพื่อนเพื่อหาเอกราชให้ตัวเอง – -…แอบจริง…หลังจากนั้น วุ้นอิสระ 555

ก็ไปซื้อมะพร้าวกัน แอบมีการสื่อสารผิดพลาดซึ่งช่างมันเถอะ วุ้นไม่อยากโทษใคร…ทำให้วุ้นอดกินวุ้นมะพร้าว – -

(เรื่องกินเรื่องใหญ่)

วันที่สามบล๊อกต่อไปละกันน้า จุ๊บุจุ๊บุ

ก้ออ่านะ

ก ร ะ บี่ . . . กั บ ก า ร เ ที่ ย ว ภ า ค ใ ต้ ค รั้ ง แ ร ก ข อ ง วุ้ น ใ ส จ้ า . . .

Leave a comment
ความจริงวุ้นได้ทำการพิมพ์บล็อกนี้มาตั้งแต่หลังจากกลับมาจากกระบี่เลย

แต่……!!!!!!

พอวุ้นโพสเท่านั้นแหล่ะ

“ขออภัยค่ะรูปภาพมีขนาดใหญ่กว่าที่กำหนด”

ข้อความที่พิมมาสามแสนแปดหมื่นความงามที่มีอยู่ (เกี่ยวมั้ย?)

อันตรธานหายไปเหมือนคำสัญญาของนักการเมืองที่ให้ประชาชนตอนลงเลือกตั้ง (อ๊างงงงงงงง…บล๊อกรีวิวท่องเที่ยว – -)

กลับมา…

เริ่มจาก คนสนิทของวุ้นได้ไปเดินดูงานเที่ยวทั่วไทยช่วงเดือนพฤศจิกา(มั้ง)ที่ศูนย์สิริกิติ์ โดยวุ้นก็ติดสอยห้อยตามไปด้วย

คสน(ต่อไปจะใช้ตัวย่อนะคะ)มีแพลนไปเที่ยวกับเพื่อนที่กระบี่ช่วงปีใหม่

วสจ มีแผนหาที่เที่ยวแถว อีสาน และ เหนือ ไปเที่ยวช่วงกีฬามหาลัย

คสน ได้บริษัททัวร์เรียบร้อย

วสจ เล็ง อุ้มผาง ที่จ.ตากเอาไว้(อย่างเดียว) รออนุมัติจากเพื่อนๆ

สุดท้าย…ผลของการที่ คสน ไปเที่ยว เค้าบอกวุ้นว่าประทับใจ

เพื่อนวุ้นก็บ่นอยากเที่ยว ทะเลอันดามัน เลยเสนอกระบี่ไป ซึ่งทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน จึงทำการติดต่อทัวร์คุยรายละเอียด

สรุป ทริปนี้ของพวกเราคือ….

เดินทางโดยรถทัวร์(ลิกไนต์ทัวร์)ตอนเย็น วันที่ 24/01/10 ถึงกระบี่ประมาณ ตีห้า ให้พี่ทัวร์ขับรถมารับไปส่งที่โรงแรม

25/01/10
08.00 รถจากบ.ทัวร์มารับไปอ่าวนาง เพื่อนั่งเรือ เที่ยว 4 เกาะ มี ทะเลแหวก(เกาะหม้อ และ เกาะทับ(มั้ง ฟังภาษาอังกฤษเป็นงี้ – -)) ดูเกาะไก่ ดำน้ำแถวนั้น พักทานข้าวที่เกาะปอดะ สุดท้ายที่ อ่าวพระนาง ถ้ำพระนาง
16.00 รถมารับกลับโรงแรม

26/01/10
08.00 รถมารับไปอ่าวนาง นั่งสปีดโบ๊ทไปเที่ยวเกาะพีพี แวะ อ่าวมาหยาและดำน้ำ ดูนู่นนี่นั่นทานบุฟเฟ่ต์ที่เกาะพีพี ตรงอ่าวต้นไทร แล้วก็ดำน้ำ แวะเกาะไผ่ กลับถึง 16.00

27/01/10
08.30 รถมารับ(ครั้งนี้เลทเพราะไปรับคนอื่นก่อนทุกครั้งจะเป็นกลุ่มแรกที่มารับ) ไปวัดถ้ำเสือ สระร้อน สระมรกต กลับกทม.ตอนเย็น ถึงเช้า 28/01/10

ขอแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายก่อนนะคะ
ค่ารถทัวร์ไปแบบ 32 ที่นั่ง คนละ 600 (ความจริงมัน 59X )
ค่าโรงแรมคืนละ 900 บาท พักสองคนต่อคืน
ค่าไปทะเลแหวก 600 บาท
ค่าไปเกาะพีพี 1000 บาท
ค่าเที่ยวป่าฝน(เค้าเรียกงี้ เป็นภาษาอังกฤษนะ) 750 บาท
รวมนะ ค่าทัวร์ที่จ่ายไปไม่นับค่ารถ จะเป็น 900+600+1000+750 = 3250 บาทต่อคน (900 พักสองคืนสองคน ก็คนละ 900) รู้สึกต่อรองไปเพิ่มบวกลบไม่เกิน 300 ค่ะ – - วุ้นไม่ได้จัดการเรื่องเงิน ต่อให้อย่างเดียวเลยลืม – -

ทีนี้จะมาพูดถึงรายละเอียดการเดินทาง อย่างรถทัวร์มั่ง

ด้วยความที่วุ้นตื่นเต้นมากจะไปภาคใต้ก็คิดว่า ระบบรถทัวร์จะเหมือนกันทั้งประเทศไทย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย…

เริ่มจาก…

แอร์โฮสเตส
สายเหนือ…(วุ้นไปเชียงรายเพราะเวลาออกกะเวลาถึงคล้ายไปกระบี่) มีแอร์มาอธิบายการใช้เบาะ บอกว่าจะไปไหน แวะที่ไหนประมาณกี่โมง คนขับชื่ออะไร เปลี่ยนคนขับที่ไหนชื่ออะไร

สายใต้…ไม่บอกอะไรเลย นอกจากรถจะจอดให้ทานข้าวกี่นาที

อาหารแจกบนรถ
สายเหนือ…มีน้ำอัดลม ขนม นม น้ำเปล่า ชาหรือ กาแฟ ตอนก่อนใกล้จะถึง มีผ้าเย็น

สายใต้…มีขนม นม น้ำเปล่า (ขนมไม่เยอะเท่า) กาแฟ(มีเฉพาะเที่ยวกลับ) ผ้าเย็น

อาหารที่แวะจอด
สายเหนือ…แวะจอดประมาณเที่ยงคืน เป็นข้าวต้มกุ๊ยและกับต่างๆ ไม่กินมีอาหารอื่นๆรองรับ(แล้วแต่ที่แวะจอด) เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ไม่งั้นก็แลกเครื่องดื่มแทนได้

สายใต้…แวะจอดประมาณสามทุ่ม(แอบปรับตัวไม่ทัน แถมเที่ยวกลับพี่ทัวร์บอกว่าจะแวะทานตอนหกโมง สุดท้ายแวะตอนสองทุ่มกว่า วุ้นหิวจนจะกินฝรั่งทั้งรถแล้ว T T)แอบทานไม่เหมือนกันในเที่ยวมาและเที่ยวกลับ
-เที่ยวมา…ข้าวต้มกุ๊ย อาหาร สี่ห้า อย่าง โอเคเลย(สายเหนือวุ้นไม่ทาน – -)
-เที่ยวกลับ…เป็นข้าวโถ โต๊ะนั่งหกคน อาหาร สามสี่อย่าง เติมได้(เพิ่งรู้) หลากหลายดี แอบอร่อย(หรือหิวก็ไม่รู้)

ทีนี้ วุ้นจะเริ่ม รีวิว ที่ไปเที่ยววันแรกละนะ

วันแรก…สี่เกาะ ทะเลแหวก…


รูปอ่าวพระนางค่ะ คือก่อนที่วุ้นจะมากระบี่วุ้นเพิ่งไปปราณบุรีมาแล้วก็เดินทางมากระบี่เลย – -

เห็นความแตกต่างของทะเลมากมาย น้ำทะเลสีฟ้าาาาาาาา(กรี๊ดกร๊าดดไม่เคยเห็น – -…ช่วยเข้าใจเด็กเหนือไม่เคยลงใต้ไกลสุดประจวบ – -)


รูปแผนที่อ่าวนาง…ตอนวุ้นไปพัฒนามาก มีร้านอาหารฟาสฟู้ดเต็มเลย…เป็นความเจริญที่วุ้นรู้สึกแปลกๆ เหมือนปายตอนนี้…


พวกเราเดินทางด้วยพาหนะลำนี้ค่ะวันแรกไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมากนัก นั่งเรือหางยาวน้ำกระเด็นแบบ…เข้าใจอารมณ์เวลาคนสรงน้ำพระเลย – - หนาวนะนั่น


ภาพนี้ถ่ายที่ทะเลแหวก…สวยเนอะ ฟ้างามมากมาย
ช่วงที่วุ้นไป น้ำไม่ค่อยลงเท่าไร ความจริงทริปนี้ต้องเที่ยววันที่ สอง แต่พี่ไกด์โทรมาบอกให้เลื่อนวันดีกว่า เพราะน้ำจะเยอะ ประมาณนี้ เลยโยกเอาเที่ยวบนบกเป็นวันสุดท้ายแทนที่จะเป็นวันแรกตามแผนเดิม


วุ้นว่าน่าจะเป็นเกาะปอดะนะ – - แหะๆ เลยรีบอัพ เดี๋ยวลืมหมด
ประวัติคร่าวๆนะคะ เกาะปอดะเป็นภาษามลายู คือว่าที่คนแบบเหมือนผีตองเหลืองอ่า เดินทางมาพักอยู่ แล้วก็ตั้งชื่อเอาไว้ ประมาณนี้ – - ตอนฟังมึนๆ เพิ่งดำน้ำเสร็จ


อ่าวพระนางค่ะสวยนะ

คือว่าตอนที่เดินทางเนี่ย ในเรือมีทั้งหมด 18 คน ไม่นับ คนขับ และไกด์สองคนนะคะ

ทีนี้วุ้นและผองเพื่อน เป็นกลุ่มเดียวที่เป็นคนไทย- -
เวลาฟังไกด์พูดก็จะเป็นภาษาอังกฤษ นั่งคิดในใจ มาอยู่กระบี่สักเดือน คงเก่งอังกฤษกว่าเรียนเอยูเอ เป็นปี – -

อาหารกลางวันเค้าจะรวมอยู่ในค่าทัวร์ ซึ่งทุกคนจะได้ทาน มัสมั่นไก่ รสชาติฝรั่ง(ถูกใจวุ้นมากมาย เพราะเป็นคนกินจืด><) อร่อยนะคะ เสร็จแล้วระหว่างเดินทางไปที่สุดท้าย คือ อ่าวพระนาง ถ้ำพระนางก็จะมี ผลไม้ สองชนิด คือ สับปะรดและแตงโม…อร่อย…พิมแล้วหิว – -

ที่อ่าวพระนาง วุ้นก็เริ่มแอบซี้กะพี่ไกด์ – - เพราะส่วนตัวชอบถาม ถามทุกอย่าง – - ก็ถามไปว่าที่อ่าวพระนาง เค้าไปดูอะไรกัน พี่เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวพาไปดูที่แปลกๆ

ด้วยความตื่นเต้นก็ยืนรอไปด้วย ระหว่างเดินไปถ้ำพระนาง ตรงอ่างพระนางจะมีอาหารจากเรือหางยาวขาย ก็อยากทานพี่เค้าก็าไปบอกร้านนี้อร่อยๆ (ในใจพี่ได้ค่าคอมปะเนี่ย – -…ซึ่งไม่ได้หรอก – -)

แม่ค้าน่ารัก…วุ้นเหมือนถูกฝังหัวจากไหนไม่รู้ว่า คนใต้”ดุ” มาเที่ยวนี่ เพื่อนสั่งโรตีไป เพื่อนอีกคนเห็นกล้วยหอมแล้วอยากกิน แม่ค้าก็ให้ฟรี วุ้นอึ้งปนอิจฉา ใจดีจัง>< ราคาแอบเก็บไม่ตรงป้ายเพราะถูกกว่า(ฟ้องสคบ.ได้มะ)

เสร็จแล้วก็ไปถึงถ้ำพระนาง เค้าเล่าว่า ตำนานมีอยู่ว่า มี หญิงาวคนหนึ่งมีหน้าตางดงามมากเป็นที่หมายปองของเจ้าเมืองทั้งเจ็ดเมือง แต่นางไม่เลือกใคร จึงหนีมาอยู่ที่นี่ในถ้ำ

แล้วก็เสียชีวิตที่นี่ เลยเรียกที่นี่ว่า ถ้ำพระนาง พี่ไกด์บอกว่า ไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปดูได้ นอกจากไกด์(แอบอิจฉา) โดยที่นี่คนชอบมาขอพรกัน

สมหวังก็จะเอาปลัดขิก มาถวาย – -(ก็คิดกันได้)

แล้วพี่ไกด์ก็พาไปลอดถ้ำเล่น แบบมืดมาก ต้องใช้ไฟฉายซึ่งไม่มีใครเอามา พี่ไกด์มีแต่ไฟแช๊ก วุ้นก็เอามือถือเป็นไฟฉายไปพลางๆ ระหว่างผจญภัยอยู่ ฝรั่งก็สนใจว่า กระเหรี่ยงพวกนี้ไปไหนกัน เอะอะกันดังเลย ก็มีฝรั่งติดสอยห้อยตามมาสองคน น่ารักดี^^

ได้ความรู้ใหม่เวลาตามโขดหิน เราจะเห็นเปลือกหอยอย่างนี้

มีหอยอยู่จริงๆและมีชีวิตด้วย!!!(วุ้นตื่นเต้นนะ – -)


รูปเลยแฮะ – - นี่เป็นทะเล(ที่ไม่ค่อยจะ)แหวก ทรายแอบน่ากลัวแหะๆ

จบวันแรกก่อนน้า

ก้ออ่านะ

ร ถ ไ ฟ ชั้ น ส า ม . . . ก็ ดี เ ห มื อ น กั น น ะ ^ ^

Leave a comment
เริ่มจากความจริงข้าพเจ้ากลับบ้านไปแล้วรอบนึงตอนช่วงวันพ่อ

แล้วก็ได้ทำการพูดคุยกับมารดาของตัวเองว่าปีใหม่นี้จะกลับบ้านดีมั้ย

ซึ่งมารดาของข้าพเจ้าก็บอกว่าปีใหม่รถเยอะลำบากไม่ต้องกลับมาหรอก

เพราะกลับมาตอนนี้แล้ว

แถมเปลืองเงินโดยใช่เหตุ

ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าอยู่กทม.เรียบร้อยแล้ว วันที่22มารดาของข้าพเจ้าก็โทรมาพูดประมาณว่าอยากให้ข้าพเจ้ากลับบ้าน

ซึ่งถ้าคนที่บ้านอยู่ต่างจังหวัดและทุนทรัพย์เหมาะสมกับการกลับโดยเครื่องยนต์ดีเซล

จะทราบดีว่ามันไม่มีตั๋วแล้ว!!!

และก็เป็นไปตามคาดโทรไปทุกบริษัทเต็มทุกบริษัท(ความจริงเหลือ พรพิริยะทัวร์บอกว่าว่างที่นึง – -แต่ตอนนั้นถ้าเดินทางจะเสียเวลามากมาย – -และไม่รู้ว่าจะมีคนซื้อตัดหน้าตอนเดินทางหรือเปล่า อีกทั้งเป็นช่วงสอบของข้าพเจ้าซึ่งยังไม่ได้อ่านหนังสือไม่คุ้มด้วยประการทั้งปวง)

เช็คเครื่องบินก็เหลือแต่ที่แพงๆ – - ก็เลยโทรไปถามรถไฟดู ปรากฎว่าเหลือแต่รถไฟชั้นสาม กับ รถไฟฟรี

ข้าพเจ้าก็เลยโทรไปบอกมารดาข้าพเจ้า – - ด้วยความเป็นห่วงลูกสาวอย่างสุดซึ้งเลยบอกว่า “รถไฟชั้นสามถึงกี่โมง เดี๋ยวแม่ไปรับนะ”

โหยยยยซึ้งสุดๆๆๆ
ไม่มีห่วงเลย ว่ามันจะอันตรายลูกสาวยิ่งอวบๆน่ากินอยู่ด้วย – -

ตอนนั้นงอแงแล้ว นั่งร้องไห้ขี็มูกคาคอม คิดว่าจะไม่กลับบ้านแล้ว

ด้วยความรู้สึกผิดเดี๋ยวหาว่าอกตัญญูเลยต้องกลับบ้านแล – - เศร้าาาา

ช่วงนั้นพ่อแม่ของน้องที่สอนพิเศษก็ได้ทราบเรื่องที่ข้าพเจ้าได้กลับบ้านโดยรถไฟชั้นสาม โดนไซโค เรื่องที่เคยมีผู้หญิงโดยคนเมาลวนลาม – -

ข้าพเจ้านี่เครียดเรื่องใครจะมานั่งข้างข้าพเจ้ามากกว่า – - เพราะตั๋วมันไม่ได้ระบุชื่อไว้อยู่แล้ว

เมื่อถึงวันที่ออกเดินทางจริง(26)คุณพ่อคุณแม่ของน้องที่สอนพิเศษก็มาส่ง^^ ขอบคุณนะคะ

คุณพ่อน้องก็เปรยว่า นี่ถ้าไม่เกรงใจแม่เธอพ่อจะฉีกตั๋วทิ้งไม่ต้องกลับแล้ว น่ากลัวจะตาย

ตอนนั้นลืมไปว่าที่นั่งของตัวเองติดห้องน้ำ – -

———- ———-
l ห้องน้ำ l l ห้องน้ำ l
l l l l
l l l l
———— ————
l 1. l 2. l l l l
———— ———–
l 3. l 4. l l l l
———— ————

ข้าพเจ้านั่งหมายเลขสาม – - หากใครมีประสบการณ์เกี่ยวกับรถไฟชั้นสามก็จะทราบดีว่า อนุภาพของกลิ่นห้องน้ำมันรุนแรงเพียงไหน

ซึ่งอาจเป็นเพราะทำบุญมาดี(มั้ง – -…เริ่มอ้างสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ – -)

ปรากฎว่าบุคคลที่นั่งหมายเลขสี่ข้างข้าพเจ้านั้นเป็นหญิงสาวอายุ สิบแปดปีเป็นชาวต่างชาติ(สิงคโปร์ เชื้อสายจีน) และเป็นน้องสาวของคนที่นั่งหมายเลขหนึ่ง ส่วนคนที่นั่งหมายเลขสอง เป็นผู้ชาย(ที่ข้าพเจ้ามองตอนแรก คอนเฟิร์มว่าไม่ใช่ชายแท้ชัวร์ๆแต่ไปๆมาๆ ดันมาจีบข้าพเจ้าซะนั่น – -)

และเป็นเรื่องบังเอิญที่ข้าพเจ้าเห็นเป็นเรื่องแปลกใจคือ ถ้าเรียงลำดับอายุ จาก 4. 3. 1. 2. คือ 18 19 20 21 เจ๋งมั้ยล่ะ!!!….เงียบบ

ตอนแรก หมายเลขจะขอแลกที่นั่งกับข้าพเจ้า…ซึ่งคำตอบก็คือ sorry …จะบ้าเหรอ นี่ไม่ใช่เวลาของคนดี – -เสียสละ ไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้ กาแฟกระป๋องดีเซเว่น

เพราะฉะนั้น ขอสบายอย่างรู้สึกผิดดีกว่า

และต่อมาข้าพเจ้ากับพี่สาวหมายเลขสี่ (เอิ่ม…มีชื่อว่า จูเลียน่า ส่วนน้องสาวชื่ออะไร ข้าพเจ้าลืม – -)

ก็คุยกันสนุกสนานด้วยภาษาอังกฤษเลเวลสิบสามเอยูเอ – -(อยากอวดเป็นครั้งแรกที่คุยกับชาวต่างชาติได้หลายประโยคมากมาย…ปลื้มมม)

ขอนอกเรื่องแป๊ป…เย้เย ในที่สุดภาษาอังกฤษที่เรียนตะแล๊ดแต๊ดแต๋กับตาบ๊องตื้น มีประโยชน์แว้วววววว

กลับมาๆๆนั่นแหล่ะ คุยกันไปมาถึงได้รู้ว่า คุณจูเลียน่า เนี่ย เค้าชอบเมืองไทย ภาษาไทย แถมอ่านภาษาไทยได้(แต่แปลไม่ได้ – -…เหมือนที่ข้าพเจ้าอ่านฮิราคานะได้ แต่แปลไม่ได้ – -)

แบบ…ปลื้มประเทศไทยมาก ประมาณนั้น

ซึ่งเมื่อสิ้นสุดการเดินทาง จูเลียน่าก็ขอถ่ายรูป สี่คนเป็นที่ระลึก^^

อยากบ่นว่ารถไฟ แค่ตามตารางเริ่มสี่่ทุ่ม ถึง เที่ยงสี่สิบห้า ข้าพเจ้าก็ตาค้างแล้ว – -แต่ความจริงถึงบ่ายโมงครึ่ง โอ้วววววววววบะลุงอุมโบ๊ะมั่กๆ

เกือบลืมก่อนจากกันเราก็ได้ทำการแลกอีเมลล์(มีแลกบอร์สำหรับผู้ชายเบอร์สอง-คือคิดว่าแบบเผื่อให้คำแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ เพราะไม่เคยมา – - ปรากฎทำข้าพเจ้ารำคาญได้อีก ทั้งทางโทรศัพท์ที่ข้าพเจ้ารับเพียงสองเปอร์เซนต์ และทางเอมเอสเอน ที่พยายามชวนคุยจนโดนบล๊อกไปรอบนึง – -)

สรุปๆ นั่งรถไฟชั้นสาม บางครั้งก็ได้มิตรภาพดีๆเช่น จูเลียน่า^^

ทำให้ได้รู้อะไรมากมายเลย

ลองนั่งดูสักครั้งสิคะ หึๆ

ก้ออ่านะ