วิ ก ฤ ต ก า ร ณ์ . . . ม . 5 เ ท อ ม 1

Leave a comment
ตอนแรก…

นึกว่าเหตุการณ์ตอนนั้น มันน่าจะจบลงแล้ว – -

มันกลับมาอีกครั้งครับ ท่านผู้อ่าน – -

เหตุการณ์ในตอนนั้น…ที่บอกว่ามันเหมือนขณะนี้คือ…

ความเปลี่ยนไปของข้าพเจ้า…ตอนนั้น…คล้ายๆเหตุการณ์นี้เลย

แต่ไม่มีใครมาบอกตรงๆเหมือนตรงนี้…

แต่ก็พอรู้ตัวว่ามันเกิดอะไรขึ้น…

เอาแต่ใจตัวเองอย่างน่ากลัว…พอไม่ได้ดั่งใจก็จะโวยวาย…ไม่งั้นก็ดื้อเงียบ – -

พอถูกคนมาว่า…ก็จะตกใจ…แล้วแอบไปร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร(ดูความโรคจิตของมัน – -)

ซึ่งผู้รับเคราะห์ที่ต้องมาปลอบข้าพเจ้า…ก็มักจะเป็นคนที่เพิ่งมารู้จักข้าพเจ้า- -

แบบ…อย่างอดีต…พอข้าเจ้าโดนเพื่อนว่าปุ๊บ…ข้าพเจ้าก็โทร.หาเพื่อนอีกสายนึงเลย…พร้อมกับขอไปกินข้าวด้วย – -

ไม่ยอมคุยกับเพื่อน… – -คืออยากจะบอกว่า…ไม่ได้โกรธเพื่อน…แต่โกรธตัวเองที่ไปทำให้เพื่อนไม่พอใจ…ที่ทำตัวแย่ๆทำให้เพื่อนเสียใจ…ที่ไม่กลับไปคุยเพราะยังรู้สึกผิดอยู่…และกลัวว่าเราจะทำนิสัยเดิมๆให้เพื่อนระอา

เป็นอย่างนั้นจริงๆ!!! นานพอๆกับตอนนี้เลย 3-4 เดือนเลยล่ะ – -…

ช่วงนั้น…สับสนตัวเอง…เป็นไรหว่า…ทำไมขี้หงุดหงิดง่ายขึ้น…ทำไมวีนกับคนรอบข้างง่ายขึ้น…ทำไมไม่มีเหตุผลมากขึ้น…ทำไมเจ้าน้ำตาง่ายขึ้น…ทำไมเอาแต่ใจอย่างไม่มีเหตุผล…ทำไมชอบทำร้ายจิตใตคนอื่น…ทำไมชอบทำเหมือนไม่ใสใจสิ่งรอบข้าง…ทั้งๆที่จริงอยากใส่ใจ..อยากดูแล..อยากเป็นห่วง..อยากเอาใจ..อยากอ่อนหวาน..กับคนๆนั้นอย่างสุดหัวใจ…ทำไมทำร้ายจิตใจคนที่หวังดีกับเรา…ทั้งๆที่..อยากทำดีด้วย..อยากเป็นคนร่าเริง..อยากเป็นคนที่ไม่ต้องแคร์ว่า.คนที่ประสงค์ร้ายกับเราเค้าจะว่าเรายังไง – -(ประหนึ่งดั่ง หญิงวัยทอง)

นั่นแหล่ะ…ซึ่งพอไปหาเพื่อนคนนั้นแล้ว…สักพักก็ร้องไห้…น้ำตาไหลพรากๆ…ไม่ยอมหยุด…

เพื่อนก็ตกใจ…ถามว่าเกิดอะไรขึ้น…ข้าพเจ้าก็บอกว่า ไม่มีอะไร…เราผิดเอง…พูดแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา(อาการทางจิตแน่ๆ – -)

สรุป…นอกจากจะทำให้เพื่อนที่หวังดีกับเราโดยการเตือน…เครียดกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแล้ว

ยังทำให้เพื่อนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว…กังวลไปด้วย…ว่ามันร้องไห้ทำไม – -(ทั้งๆที่ปกติใครเห็นน้ำตาข้าพเจ้าได้นี่ ต้องสนิทกันจริงๆเลยล่ะ – -)

ตอนนี้มันกลับมาแล้ว – -

แต่ทีนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบกลายเป็นคนที่ไม่สมควรได้รับการกระทำแบบนี้กับข้าพเจ้า…ไม่ว่าใครทั้งสิ้น

เพราะคนส่วนใหญ่ที่โดน…เป็นแค่คนที่เพิ่งรู้จักข้าพเจ้าเองเท่านั้น…

ซึ่งมันแย่กว่าครั้งที่แล้วตรงที่…

ครั้งที่แล้ว…เหตุการณ์นั้นผ่านไป…คนที่ได้รับผลกระทบ…เข้าใจข้าพเจ้าทุกคน…เพราะเราเป็นเพื่อนกัน

แต่…ครั้งนี้…หลายๆอย่างมันเลวร้าย…

เลวร้ายจน…เอ่อ…สามารถทำให้ข้าพเจ้าคิดฆ่าตัวตายได้ – -

แย่เนอะ – -…โรคซึมเศร้าแน่ๆ – -

ตอนนี้พยายามอยู่ – -…จะรีบกลับมาเป็นคนเดิมน้า^^

เฮือกกกก

ถึงแม้…จะรู้ว่า…บอกไปในที่นี้…หลายๆคนคงไม่ได้อ่าน…หลายๆคนคงไม่รับรู้…แต่อยากจะบอกว่า…ขอโทษ…กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ไม่พอใจ…ที่ทำให้เสียใจ…ขอโทษจริงๆค่ะ…

อย่างน้อย…ถ้าข้าพเจ้าตายไป…ข้อความนี้มันก็ถูกแปะที่บอร์ดงานศพข้าพเจ้าแน่นอน^^

ก้ออ่านะ

ค ว า ม ตั้ ง ใ จ . . . ข อ ง ค ว า ม สั ม พั น ธ์

Leave a comment
สวัสดีก๊าบบบ…

ไม่รู้มีคนอ่านบล๊อกหัวข้อข้างล่างหรือยัง…

ถ้ายัง

หัวข้อนี้ก็…

อ่านได้

เพราะมันไม่ใช่ภาคต่อ – -…

ตอนแรกกะพิมพ์ให้เสร็จๆไป แต่มันดูเยอะ…เลยกะเม้มเอาไว้

ถ้ามีคนอยากรู้คงเขียน(เพราะตอนนี้ขี้เกียจ – -)

ซึ่งปกติไม่มี

บอกใบ้ดีกว่า เหตุการณ์ของบล๊อกข้างล่าง เกิดตอน ม. 5 เทอม 2

แต่…ไม่เกี่ยวกับ วิกฤตการณ์ที่จะเล่านะ – - (โฆษณาบล๊อกกันเข้าไป – -)

เข้าเรื่องๆ…

เมื่อก่อน…

ตอนเด็กๆ เรารู้สึกว่า การที่เราได้รู้จักใครสักคน..และเราก็มีจิตฉันทะต่อกันเนี่ย..เราก็มักจะอยากสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีนั้นเอาไว้

ตามกฎ..มีเพื่อนดีกว่ามีศัตรู(เกี่ยวมั้ย)

ไม่ใช่…เพราะสันดานที่ถูกบ่มเพาะให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี..(ซึ่งตอนนี้มันหายไปไหนแล้วหว่า..)

นั่นแหล่ะ…เพราะฉะนั้นเวลาเราไม่รู้จักสักคน..แล้วไม่ได้มีอะไรให้ติดต่อกันได้อีก…ข้าพเจ้ามักอาวรณ์ถึงบุคคลเหล่านั้นเสมอ…

เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย(ความคิดนะ – - อย่าทะลึ่ง)..ได้รับรู้มุมมอง ของคนอื่น..ได้พบเห็นแง่มุมที่มากขึ้น…ทำให้ข้าพเจ้าคิดต่อว่า

บางครั้ง…การที่เราได้เจอใครสักคน…แบบสำนวนที่ว่า”พบเพื่อเพียงผ่าน”…ไม่จำเป็นเสมอไป..ที่เราจะสานต่อความสัมพันธ์นั้น

การที่เราอาวรณ์…การที่เรามีความรู้สึกดีๆกับคนๆนั้น…มันจะไม่หายไปกับกาลเวลาเลยล่ะ…

ใครจะไปรู้ว่า…บางครั้ง…การที่เราดึงดันจะสานสัมพันธ์ต่อนั้น…มันอาจทำให้ความรู้สึกๆดี…ที่เราเคยมีให้…อาจจางหายไปกับกาลเวลาก็ได้…

อย่างเช่น…ตอนที่ข้าพเจ้ากลับบ้านไปเรียนซัมเมอร์ที่เชียงใหม่นั้น…บังเอิญวนนั้นเป็นวันหยุด

แล้วทีนี้…ก็เลยชวนเพื่อน…กับพี่ของเพื่อนไปเที่ยวดอยสุเทพกันสามคน…(ออกแนวไปเป็นก้าง)

โดยวิธีการเดินทางนั้น…นั่งสองแถวไปกัน…ซึ่งตามกฎแล้วเราต้องรอให้มีผู้โดยสารเต็มคันรถจึงจะเดินทางได้

ซึ่งหนึ่งในกลุ่มผู้โดยสารนั้น…มีคู่รักคู่หนึ่ง…ดูแล้วแน่นอน…เค้าทั้งคู่ไม่ใช่คนท้องถิ่นแน่นอน

แล้วข้าพเจ้าก็ไปเที่ยวดอยสุเทพต่อ…ไหว้พระ เดินเที่ยว ถ่ายรูป…แล้วก็เตรียมตัวเดินทางกลับ

โดยมีเป้าหมายว่า พวกเราจะแวะน้ำตกห้วยแก้วต่อ(ตอนนี้จะห้าโมงเย็นแหล่ว – -)

ซึ่งบังเอิญในเที่ยวกลับนั้น มีแค่ข้าพเจ้าและผองเพื่อน กับ คู่รักคู่นั้น กลับพร้อมกัน

ขณะที่เราตัดสินใจว่าจะเที่ยวน้ำตกห้วยแก้วนั้น…คู่รักคู่นั้นก็คิดอยากไปเที่ยวด้วย(แต่ไม่ได้ไปด้วยกันนะ)…เลยกะจะลงจุดหมายเดียวกัน

แต่..ด้วยเวลาที่ไม่เอื้ออำนวย…พวกเราเลยตัดสินใจที่จะไปเที่ยวแต่ขอกลับเข้าตวเมืองเลย

ซึ่ง ณ เวลานั้น พวกเราก็ไปเริ่มพูดคุย กับคู่รักนั้นเป็นพิธี และด้วย ความที่ชอบเป็นไกด์เล พูดคุยจนได้ความว่า

เพิ่งมาเที่ยวไม่รู้จักที่ทางสักเท่าไร (รู้จักแต่สถานเริงรมย์ ) พเจ้าลย เสนอว่า วันนี้วันอาทิตย์ ตอนเย็นๆ จะมีถนนคนเดิน สนใจไปด้วยกันมั้ย?

แถมเสนอชวนเที่ยววัดด้วย…(อันนี้ความชอบส่วนตัวที่ยัดเยียดให้คนอื่น..รู้สึกร่วมถึงความหลงใหลในความเป็นวัดของล้านนา – -) คู่รักทั้งสองคงเห็น ว่า

เป็นทริป ที่หายากดี – - เลยมาด้วย (ใจง่ายจริงๆ – -)

สรุปข้าพเจ้าก็พาเที่ยว วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดข้างวัดเจดีย์หลวง(ขอโต๊ดจำชื่อบ่ได้ – -) และเดินถนนคนเดินกันต่อ

มานั่งนึกถึงเรื่องตอนนั้น…รู้สึกว่าตัวเองแอบเจ้ากี้เจ้าการแฮะ – -…แบบเป็นไกด์ที่น่ารำคาญน่าดู…แบบเค้าไปไหนเราก็ตามไปอธิบาย – -(ออกนอกหน้าสุดๆ – -)

แล้วก็พาไปทาน…ไข่ป่าม…น้ำเงี้ยว…ทำนองนั้น(พรีเซ้นต์ความเป็นล้านนาสุดๆ)

และสุดท้ายเราก็พาคู่รัก นั่งสองแถวกลับที่พักโดยสวัสดิภาพ(มีการต่อราคาสองแถวให้เรียบร้อย)

เหอๆ…ใครสนใจเที่ยวเชียงใหม่…อยากได้มุมมองการท่องเที่ยวเชิงผิดปกติ…ติดต่อวุ้นใสจ้าได้^^…ฟรีแค่ดเลี้ยงค่ากะจ่ายค่าเดินทางให้พอ…เอิ๊ก

กลับเข้าเรื่อง…ผลจากวันนั้น…ถ้าเป็นปกติ…เราว่าจะมีการแลกอีเมลล์…ที่อยู่เอาไว้ติดต่อทำนองนั้น…แต่ครั้งนี้…ไม่เลย…มันเป็นการ”พบเพื่อเพียงผ่าน” อย่างแท้จริง!!

พูดแล้วตอนนี้ก็ยังรู้สึกดีอยู่ไม่หายแฮะ…เอิ๊กๆๆ

แต่ไม่รู้ค่รักคู่นั้น…จะรู้สึกดีหรือเปล่า – -

กลับมา เมนหลักของจริงละ

คือว่า…ขณะนี้…ข้าพเจ้าเรียนเอยูเออยู่แหล่ะ

จบไปเลเวลนึง แล้ว…มีความสุขอย่างแรง!!!

อยากบอกว่า…รู้สึกดี…เพราะเพื่อนร่วมคลาสน่ารัก

และคนที่เราแหย่กันประจำนี่…น่ารักโคตร!!!…(สเป๊กข้าพเจ้าเลย ขาว ตี๋ ใส่แว่น หน้าตาดี กรี๊ดดดดด><)

แต่…ปากหมาอย่างแรง – -…ความจริงข้าพเจ้าผิดเองแหล่ะ…เพราะไปหาเรื่องเค้าก่อน(พี่เค้าเพิ่งจบแหล่ะ ตอนนี้ทำงานเกี่ยวกับมาเก็ตติ้ง ทำนองนั้น – -)

และที่สำคัญ…มีแฟนแล้วมั้ง…เป็นรุ่นน้องเรียนเอแบค…ประมาณนั้น…พี่เค้าไม่ได้บอกอ่า…แต่เซ้นข้าพเจ้ามันบอก…555

ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็น…เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ชอบในเชิงชู้สาว…แต่รู้สึกว่าปลื้มมากกว่า…(ทั้งๆที่ไม่ค่อยน่าปลื้มสักเท่าไร – -…เนื่องจากความปากหมาของพี่คนนั้น…..แต่ก็รู้สึกดีที่มีคนมาแหย่สม่ำเสมอ^^)

อย่างวันนี้…ยืนรอรถเมล์อยู่…พี่เค้าก็มาจากไหนไมรู้มายืนด้านหลังรอให้เรารู้สึกตัว…

แล้วก็ผลักข้าพเจ้าให้ตกฟุตปาท พร้อมกับพูดทำนองว่า อ้าวๆอยากตายหรืไง – -(ดูดู๊ดู ดูมันทำ)

ข้าพเจ้าเลยสวนกลับโดยการวิ่งตามไปฟาดหลังหนึ่งที – -(รู้สึกว่า คนทำเกินกว่าคือข้าพเจ้านะนั่น – -)

มีความสุขจัง…ทั้งๆที่เราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นเป็นพี่น้อง…(เพราะข้าพเจ้าแทบไม่เคยเรียกพี่คนนั้นว่าพี่ด้วยซ้ำ – - ออกแนวไม่เคารพ – -)…ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว…แต่ข้าพเจ้าชอบนะ…ไม่ได้ผูกพันอะไรมาก…แค่รู้สึกดีที่ยังรู้ว่ายังมีตัวตนในสายตา…(เหมือนข้าพเจ้าแอบรักเลย – -…ไม่ใช่นะ!!!~)

เพราะฉะนั้น…วันไหนมีเรียนเอยูเอ…ก็จะแบบ…เออแฮะ…สังคมที่ไม่ผูกพันและรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น…มันมีอยู่ด้วยแหล่ะ

ความจริงมีหลายๆเรื่องที่ข้าพเจ้ากับี่เค้าได้ปะทะฝีปากกันประจำ – -…

ขออีกหนึ่งเหตุการณ์ละกัน…อยากเล่า

ตอนนั้นในคลาสให้เราเขียนประมาณว่า…ตอนนี้เราเดินทางไปเรียนหรือทำงานโดยวิธีใด และเราอยากเดินทางวิธีไหน

ข้าพเจ้าก็ตอบว่า เดินมามหาลัย แล้ว อยากปั่นจักรยานมามากกว่า พอพูดเสร็จ…พี่คนนั้นก็พูดเสียงดังว่า…You are so very poor!…จนคนในห้องหันมามอง…ข้าพเจ้าก็หันไปทำตาเขียวใส่อย่างรวดเร็ว…

แต่…อาจารย์ในคลาสก็พูดพร้อมชี้หน้าพี่คนนั้นว่า…You are really fault finder person!!…พูดเสร็จทุกคนก็หัวเราะ…เพราะทุกคนในคลาสรู้ว่า…ข้าพเจ้ากับพี่คนนั้นแหย่กัยอย่างงี้ปกติ

พอถึงตาพี่คนนั้นพูดมั่ง…เค้าก็บอกว่ามาโดย บีทีเอส และก็ชอบ บีทีเอสอยู่…อาจารย์ก็พูดอย่างรวดเร็วว่า…Why not Ferrary แล้วก็พูดประมาณว่า ยูรวยไม่ใชเหรอ แบบ ทั้งห้องฮาแตก …มีข้าพเจ้านี่แหล่ะที่สมน้ำหน้าอย่างออกนอกหน้าที่สุด – -

เรื่องก็เป็นเช่นนั้นแล…

ก้ออ่านะ

เ พ ร า ะ อ ะ ไ ร . . . ? ?

Leave a comment
เคยมั้ย…

เคยทำอะไรแล้วรู้สึกว่า…กูไม่น่าทำเล้ยย

เคยมั้ย…

ที่วุ่นวายใจ…จนทำสิ่งๆหนึ่งโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แล้วผลที่เกิดขึ้นมัน…

ก้ออ่านะ

ข้าพเจ้าเคยสารภาพรักกับเพื่อนคนหนึ่งด้วยแหล่ะ

กำ…ขณะเขียนบล๊อกฟังแฟตอยู่ พอพิมประโยคข้างบนเสร็จ เพลงอยากรู้แต่ไม่อยากถามเปิดซะงั้น – -(บิ๊วอารมณ์กันได้อีก – -)

เหอๆ ข้าพเจ้าว่าคนที่อ่านบล๊อกนี้เดาออกแหล่ะ ว่าคำตอบเป็นยังไง

พอนึกถึงทีไร…ก็รู้สึกว่า…ตอนนั้นเราชอบมันจริงๆหรือเปล่าวะ – -

หรือแค่อยากคบกะมันเฉยๆ(มันหล่ออ้า)

ปกติข้าพเจ้า…แอบชอบใคร…คนๆนั้นไม่เคยรู้หรอก – -

ถ้าจะรู้ก็รู้ตอนข้าพเจ้าเลิกชอบไปแล้ว – -

แต่รายนี้มันเป็นกรณีพิเศษ…

คุณเคยชอบใครมากๆ ภายในเวลาที่รู้กันไม่นานมั้ย??

อย่างข้าพเจ้า มาหลงละเมอถึงคนๆนั้น เพราะเหตุการณ์เดียว ที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมง

ไม่น่าเชื่อเนอะ คนบางคน ตามจีบคนๆหนึ่งเป็นปีๆ ไม่สนใจ แต่นี่…

อาจเป็นเพราะตอนนั้น เราทั้งคู่อาจรู้สึกอยากมีใครมาอยู่ข้างๆด้วยๆแหล่ะ – -

เฮ้อออ…เรื่องมันมีอยู่ว่า…

ในงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนข้าพเจ้า…ขณะนั้น ข้าพเจ้าเป็นกลุ่มที่ทำงานจัดการเกี่ยวกับร้านอาหาร (คงจะรู้สาเหตุที่มาทำแล้วล่ะสิ^^)

กลุ่มนักเรียนที่ทำงานเนี่ย จะได้คูปองแบบนึง ซึ่งก็กินได้เยอะแหล่ะ(เพราะตอนเราไปทำงานก็ไล่ไปซี้กะร้านต่างๆ จนเค้าแถมแหลกลาญ เอิ๊กๆๆ)

ตอนนี้มันไม่เกี่ยวกะหัวข้อบล๊อกนี่ฝ่า – -

กลับมาที่เดิม ผลของการทำงานก็เลยแอบมีตั๋วแลกอาหารเยอะ เพราะเพื่อนบางคนมีบัตร ด้วย ก็ใช้โครต้าบัตร ประมาณนั้น

ด้วยสันดานส่วนตัว…เฮ้ย คูปองเหลือปะ…เราขอ…

ขอจนแบบ…ยังไงมึงก็กินไม่หมด – -

พอทำงานเสร็จก็ไปนั่งกิน กับเพื่อนๆ ทีนี้ นายคนนั้น ซึ่งเป็นเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทกับข้าพเจ้า (เคยทำงานด้วยกันครั้งเดียว) แหย่กันประจำ (เพราะมีช่วงหนึ่งข้าพเจ้าบ้าเกมตีกลองมาก แบบสอบเสร็จไปตีกลอง แล้วบังเอิญมีวันหนึ่ง นายคนนั้น ไปเล่นวินนิ่ง ข้างตู้เกมกลองพอดี ตั้งแต่นั้น ข้าพเจ้าก็ถูกนายคนนั้นเรียกว่า “แม่สาวมือกลอง”

นั่นคือความสัมพันธ์ ของเราของคน – -(มันไม่มีอะไรเลย – -)

กลับมา พอดีนายคนนั้นไม่มีคูปอง ข้าพเจ้าผู้ซึ่ง กินมาเกือบทุกร้าน ยังไม่อิ่ม เลยชวนนายคนนั้น …

นี่…เรามีคูปองเยอะอ่า…เราของเราไปดิ…

โห…สาวมือกลอง มีคูปองเยอะจัง…ดีเลย แต่แนะนำเราหน่อยสิว่ามีอะไรอร่อยมั่ง

ได้ๆ…เรากำลังจะไปเอาอีกอ่า…ไปด้วยกันเลยปะ

แล้วเราก็ไปตะลุยเอาของกินอย่างสนุกสนาน(ตอนนั้นยังเฉยๆนะ – -)

อย่างเป็นเวลาพอสมควร…รู้สึกว่าช่วงนั้น เพื่อนๆของนายคนนั้น หายไปไหนไม่รู้

ส่วนเพื่อนของข้าพเจ้า…ส่วนใหญ่ก็กลับ…ข้าพเจ้ายังต้องทำงานต้องกลับพร้อมรูมเมทด้วย ก็ไม่มีเพื่อนเวลานั้นเช่นกัน

และด้วยความที่ข้าพเจ้า ต้องไปเอานู่นเอานี่ นายคนนั้นด้วยความที่ มีสันดานสุภาพบุรุษตั้งแต่เกิด (คนไรว้า หน้าตาก็ดี แม่งนิสัยดีอีก อิจฉาโว้ยย) ข้าพเจ้าจะไปไหนก็จะบอกว่า

สาวมือกลองไปไหนอ่า…

อ๋อเราไปเอา..ชื่ออาหาร..

โหยนี่ยังไม่อิ่มอีกเหรอ…กินไปตั้งเยอะแล้วนา…

อะไรกัน..คูปองยังไม่หมดเลย…อาหารก็อร่อย เรื่องไรเราจะอิ่มง่ายๆ555

- -ไม่กลัวอ้วนนะ สาวมือกลอง…มาเดี๋ยวเราไปเป็นเพื่อน

เฮ้ยไม่เป็นไร…เราไปเองได้…อีกอย่างเราเอามาเยอะนา…ไปหลายร้านลำบากนายเปล่าๆ

ก็นั่นไง…เราจะได้ไปช่วถือให้…จะได้ไม่ต้องไปเอาหลายรอบ

เอาจริงดิ…อย่าบ่นละกัน

ก็เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา

ในงานวันนั้น มีนิทรรศการด้านหน้านิดหน่อย แล้วข้าพเจ้าอยากทานน้ำผลไม้ เพื่อนที่โต๊ะ ก็ฝากหยิบ และ นายคนนั้นก็อาสามาเป็นผู้ช่วย

ถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้สึกอะไร เพราะรู้ว่านายคนนี้มีแฟนแล้ว เป็นรุ่นน้องต่างโรงเรียน (หลังจากที่เลิกกะรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง – -)

ระหว่างทางที่เดินไปด้วยกัน ข้าพเจ้าก็นึกขึ้นมาได้ว่า สาย(แผนการเรียน)ของข้าพเจ้า มีจัดไปเที่ยวภูกระดึงกัน ข้าพเจ้าก็เลยชวน

เฮ้ย นายคนนั้น เนี่ย เค้ามีทริปไปภูกระดึง ไปปะ ห้องนายไปเยอะนะเฟ้ย

เหรอๆ…แล้ว สาวมือกลองไปปะ

อ๋อ เราไม่แน่ใจอ่า ดูก่อน

อ้าว สาวมือกลองไม่ไปเหรอ เสียดายจัง

ทำไมอ่า เรายังไม่รู้ไง เพราะไม่รู้จะเก็บตังรอดเปล่า – -

เราอยากไปอ่า สาวมือกลองไปนะ

(เอ๊ะไอ่นี่ แกจะไปไม่ไปเกี่ยวอะไรกะชั้นยะ) ไม่แน่อ่า เราก็อยากไป

งั้นสาวมือกลอง คุยกับแม่เราให้หน่อยสิ เรากลัวแม่ไม่อนุญาตอ่า…พูดแล้วก็หยิบมือถือมากดโทร

เฮ้ยๆๆ…แกขอเองดิ…ก็บอกดิ ว่าเพื่อนๆ มีผู้ปกครองที่เลย เค้าดูแล อ่า ให้เราคุยทำไม – -

น่า คุยกับแม่เราหน่อยนะๆๆๆ

สรุปข้าพเจ้าก็คุยกับแม่ของนายคนนั้นจริงๆ – -

คราวนี้พอช่วงงานใกล้เลิก เค้ามีลูกโป่งที่ผูกตามโต๊ะ ช่วงแรกๆ ตอนนี้ ผู้ใหญ่เริ่มกลับ พวกเราก็อยากได้ วิ่งไปแย่งเอามากัน

เพื่อนที่โต๊ะหลายคนได้มาแล้วข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากการไปเอาอาหาร ก็บ่นว่าอยากได้ เพื่อนข้าพเจ้า ที่ไปเอามาเยอะแยะก็บอกว่าไปเอาสิ เดี๋ยวไม่ทันหรอก ข้าพเจ้าก็บอกว่า บ้าเหรอ ไม่กล้าโว้ย มันเลยบอกงั้นเดี๋ยวมันไปเป็นเพื่อน (เพื่อนคนนี้เป็นผู้ชาย)

ข้าพเจ้าก็กลับมาพร้อมลูกโป่ง สองสามลูก ด้วยหน้าตาเหมือนได้ของเล่น

แต่…นายคนนั้นทำหน้าไม่พอใจ…แล้วทีนี้ข้าพเจ้ากะไปเอาไอติมมากินอีก เลยชวนนายคนนั้นมาด้วย ให้มาช่วยถือ (555นายกลายเป็นคนใช้ชั้นแล้วว)

นายคนนั้น ทำเหมือนไม่ได้ยิน – -…แต่เพื่อนที่โต๊ะฝากให้เอามาเผื่อเยอะเกินที่ข้าพเจ้าจะเอามาหมดได้ เลยลากนายคนนั้นมา(ด้วยการซัดไปที่ไหล่บอก เฮ้ยเป็นเหี้ยไร มาช่วยกันเลย – - อย่ามาเนียน)

นายคนนั้นก็ตามมา ข้าพเจ้าสงสัยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อย่าหน้ามือหลังตีน จากสุภาพบุรุษ เป็นคนหยิ่ง – -

เฮ้ย…นายคนนั้น แกเป็นไรวะ โกรธเราเหรอ?

ป่าว…เราไม่ได้โกรธ…แต่เราไม่พอใจ

ไม่พอใจอะไร…ชั้นไปแย่งขนมแกกินหรือไง…แค่นี้ทำงกนะ…คูปองเรานะโว้ยย

ไม่เกี่ยวสักหน่อย…สาวมือกลอง

งั้นเรื่องไรอ่า – -

ก็สาวมือกลอง อยากได้ลูกโป่ง ทำไมต้องไปกับ..ชื่อเพื่อนคนนั้น..ด้วย

อ้าว ก็เห็นมันได้มาตั้งเยอะแยะ เราไม่กล้าไปขอรุ่นพี่นี่นา มันหน้าด้านดี ก็ต้องให้มันขอดิ

เออ…แล้ว สาวมืกลองเอาเราไปไว้ไหน…พอไปกับ..ชื่อเพื่อนคนนั้น..ก็ทิ้งเราเลย

ทิ้งเทิ้งอะไรแก ชั้นก็ปล่อยแกที่โต๊ะ เพื่อนเต็มไปหมด – - ไม่ได้ปล่อยนายอยู่คนเดียวนี่นา

ไม่รู้แหล่ะ…คราวหน้าจะทำอะไร…ต้องบอกเรานะ…ไปกับเราได้เดี๋ยวเราจัดการให้

เออ…ได้ๆๆ…แหมแค่นี้ทำน้อยใจ…ทำเป็นผู้หญิงไปได้ – -…

คราวนี้ นายคนั้นก็ตามข้าพเจ้าไม่ห่าง ด้วยความที่นายคนนั้นหน้าตาดี เป็นนักบอล ป๊อปใช่ย่อย ไปไหนมาไหน คนก็จะมาทักมากมาย – -

และหลังทักเสร็จ(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมาทัก) ก็จะมองข้าพเจ้าแปลก นายคนนั้นก็จะแนะนำข้าพเจ้าให้รู้จัก (ไม่ต้องก็ได้ ชั้นเกรงใจ) อารมณ์เหมือนแนะนำแฟน น้ำเสียงน่าตื๊บมาก

แบบ…อ้าวน้องคนนั้น

อ้าวพี่…เหรอครับ ยังไม่กลับเหรอ

ยังจ้า (เหลือบสายตามามองข้าพเจ้า)…

อ๋อ…นี่วุ้นใสจ้าครับ (ไม่มีแสดงความสัมพันธ์ แบบเพื่อนผมเอง – - นายคนนั้นดันละเอาไว้ แล้วพี่คนนั้นก็มองด้วยสายตา แม่งกูสวยกว่ามันนะ – -เลือกมันไปได้ไง – -…โว้ย เป็นแค่เพื่อน เลิกทำหน้าดูถูกกันซะที รู้ว่าหน้าตาไม่ดี ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น

)

ซึ่งแบบเดินไปไหนมาไหน ก็จะถูกมองด้วยสายตานี้ตลอดเวลา – -

แล้ว นายคนนั้นก็ทักคนทุกระยะ ห้าก้าวเดินอย่างข้าพเจ้านานๆทักที – -ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง แล้วจะกะดี๊กะด๊าที่เห็นข้าพเจ้าเอา นายคนนั้นมาด้วย (คนรู้จักข้าพเจ้าไม่ว่ารุ่นน้อง รุ่นไหน ทราบอยู่ว่าเป็นเพื่อน – -)

เสร็จคราวนี้ใกล้ช่วงปิดงานแล้ว…นายคนนี้ก็แบบ

สาวมือกลองจะไปไหนหรือเปล่า?

อ๋อ…เรารอเพื่อนน่ะ…ให้มันโทร.มาเดี๋ยวกลับพร้อมกัน…แล้วนายกลับไงอ่า

งั้นเรามีเรื่องอยากคุยด้วย ไม่กลับไปที่โต๊ะได้มั้ยคนมันเยอะน่ะ

เอ่อ…จะดีเหรอ?

น่า มาเถอะ ช่วงนี้เราเครียดๆน่ะ เป็นเพื่อนเราหน่อย

เอ้า ก็ได้ ว่ามา

แล้วเราสองคนก็มานั่งแถวศาลาตรงหน้าโรงเรียน กันสองคน

นายคนนั้นก็เล่าเรื่องราวของนายคนนั้น(ซึ่งข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้ว – -) แถมยังบกด้วยว่า จะเล่าเฉพาะคนที่สำคัญเท่านั้น คนที่รู้เรื่องพวกนี้ก็มีแต่แฟนของนายคนนั้น (ดู๊ดู มันทำ อย่างกะชั้นเป็นแฟน แกงั้นแหล่ะ)

แถมนายคนนั้น พยายามพูดประมาณ ข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงที่พิเศษไม่เหมือนใคร ซึ่งข้าพเจ้าก็พยายามูดถึงแฟนของนายคนนั้น ตลอดเวลา

สาวมือกลอง เธอตลกดีนะ เราชอบ

แหม…พูดงี้ น้อง..ชื่อแฟนนายคนนั้น.. หึงเราพอดี แกอย่ามาหาเท้าให้เรากิน – - เรากินอาหารนะเฟ้ย ไม่นิยมแดกตีน

แต่จริงๆนะ เราว่า วุ้นใสจ้า ไม่เหมือนใครเลย อ่า (พร้อมกับทำตาเยิ้มๆ)

(ใจจะละลาย)…นี่ นายมีแฟนแล้ว อย่าเที่ยวไปพูดแบบนี้ให้ ผู้หญิงอื่นนะ สงสารแฟนแกหน่อย

ความจริงเรากับ…ชื่อแฟนนายคนนั้น.. ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไรหรอก

อ้าว เฮ้ย น้องเค้ายิ่งสวยๆ แกนี่ ไม่ดูแล บลาๆๆๆ

แต่เราว่า เราอยากมีคนที่เข้าใจเรามากกว่านี้(พูดพร้อมกับมาจ้องหน้าข้าพเจ้า)

(ไอ้บร้า…อย่ามาอ่อยกันดิวะ ยิ่งแพ้ผู้ชายหน้าตาดีอยู่) งั้นเราก็ขอให้นายเจอคนนั้นสักทีนะ สู้ๆ!!

(ชักสีหน้าไม่พอใจ) อือๆ

แล้วก็คุยกันประมาณนี้เรื่อยๆ – -

จนกระทั่ง…สาวมือกลอง…กลับยังไงนะ…

เรารอเพื่อนไง…เอนานแล้วนะเนี่ยทำไมไม่โทร.มาสักที (ข้าพเจ้ากดโทร.หารูมเมท รูมเมทก็บอกว่า สักพัก – -)

งั้นเราไปกินข้าวต้มกันต่อมั้ย สาวมือกลอง

อ้าว แล้วนายไม่กลับบ้านอ่า ดึกแล้วนะ เดี๋ยวแม่นายเป็นห่วง

ไม่หรอกเราบอกแม่แล้วว่าเราอยู่กับเธอ แถสเธอคุยกับแม่เราแล้ว รู้มั้ยเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่คุยกับแม่เราเลยนะ

(งานเข้า…)แล้วมันเกี่ยวอะไรที่แม่นายจะไว้ใจเราเล่า – - มั่ว!!!

น่า…ไปกินข้าวต้มกันต่อนะเราหิว

(กำลังตัดสินใจ)เพื่อนเดินมา…อ้าว วุ้นใสจ้า ปะกลับกันๆ อ้าวอยู่กับใครอ่า

ข้าพเจ้าก็แนะนำไป นายคนนั้นก็ขอตัวกลับซะงั้น – -

นั่นแหล่ะแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโดนนายคนนั้นอ่อย – -

หลังจากนั้นก็แทบทำข้าพเจ้าจะตายให้ได้

จนเมื่อถึงวันสอบ…

to be continous…

เ รื่ อ ย ๆ . . เ รี ย ง ๆ . . เ ล ย ม า อั พ บ ล๊ อ ก

Leave a comment
โฮะๆๆ เอนท์ก็เสร็จนานแล้ว – - คณะที่ติดก็ออกจะชิว~

แต่ดันไม่มีเวลาให้ตัวเองซะงั้น – - ช่วงที่หายไปเนี่ย มีเรื่องราวเยอะแยะมากมาย – -

แต่ก็ยังไม่ได้เอาเรื่องราวเหล่า – - มาแลกเปลี่ยนมุมมองได้มากเท่าไรเลย – -

สงสัย…เราคงถูกบางสิ่งบางอย่าง ดึงดูด ความเป็นตัวเราไป ตามกาลเวลา และสิ่งแวดล้อม (ไม่เคยโทษตัวเอง- -)

อาจเป็นเพราะอย่างนั้นก็ได้ มั้งที่ใครบางคน บอกว่าข้าพเจ้าเปลี่ยนไป – -

ว้า…วันนี้กะมาเขียนบล๊อกเฮฮา ไหงมาเครียดซะงั้น – -

อย่างน้อยสิ่งที่เปลี่ยนไปในบล๊อกก็คือ…จากนี้ไป ก็คงไม่มีบางคอมเม้น ที่มาเม้น ให้เป็นประจำ อีกต่อไป~…

พูดถึงเรื่องนี้ เคยคิดดูเล่นๆบ้างมั้ยว่า…

ผูกพัน…ที่ไม่จำเป็นต้องมีความรัก(เชิงชู้สาว)เนี่ย…มันมีหรือเปล่า

ห่วงใย…ที่ไม่จำเป็นต้องมีความรัก(เชิงชู้สาว)เนี่ย…มันมีหรือเปล่า

คิดถึง…ที่ไม่จำเป็นต้องมีความรัก(เชิงชู้สาว)เนี่ย…มันมีหรือเปล่า

ในทรรศนะของข้าพเจ้า (ภาษาไม่เหมาะสมกับพวก – -) ข้าพเจ้าว่า มันมีนะ

หรือ เพศตรงข้ามเรา เค้าไม่คิดไปกะเราด้วยว้า…

หรือว่า…เราผิดที่ไปล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวที่มันเป็นสิทธิพิเศษของพวกเค้ากันแน่??…

น่าคิดเนอะ…

ต่อมา…ช่วงนี้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยี…หลายๆบทความหรือความเห็นมักจะพูดว่า…

สมัยนี้…มีเทคโนโลยี…ที่ผลิตออกมามากมาย…เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้น…ความรวดเร็วในการทำงาน…เหมือนกับว่า…ทุกวันนี้เวลามันลดลง..ลดลง..ลดลง..ไปทุกที

ทั้งๆที่มันก็มี 24 ชม.เหมือนเดิม(และเหมือนกันทุกคนด้วย!!)…แต่พอสังเกตดูแล้ว

เทคโนโลยีเหล่านั้น…มันกับไม่ได้ทำให้เรามีเวลามากขึ้นเลย – -…แถมยังทำให้เรามีเวลาน้อยลงด้วยซ้ำ

อ่านแล้วแบบ…เออแฮะ…จริงอ่า…

ตอนนี้อยู่สถานที่แปลกใหม่…ก็มีเพื่อนใหม่…แต่ไม่รู้ว่ามันจะนับข้าพเจ้าเป็นเพื่อนหรือเปล่า – -

ก็จะมีคู่หู – -…รั่วๆ(มั้ง)…เวลาคุยกันก็จะ…

เฮ้ยมึงวันนี้จารแม่งบอกว่า…

แล้วอีกคน(ซึ่งไม่ค่อยเข้าเรียน)ก็จะทำหน้าตกใจ…พร้อมบอกว่า…เฮ้ยจริงเหรอสาด…เหี้ยงานเข้ากูอีกแระ…

ส่วนข้าพเจ้าก็จะ…กลั้นหัวเราะ…เพราะเพื่อนคนแรกมันอำ – -…

วงจรการอยู่มหาลัยก็เป็นเช่นเรื่อยๆ…นั่งขำตลอด…เพื่อนก็อำตลอด…อีกคนก็เชื่อตลอด…

ให้มันได้อย่างงี้สิ!!…แต่…คนที่สองนี่ใช่ย่อยนา…เห็นอำง่ายอย่างงั้น

เฮ้ยมึงวันนี้กูแข่งว่ะ(มันเล่นวินนิ่งอาชีพ – -)…

ข้าพเจ้า…เฮ้ยจริงดิ…ได้เท่าไร?…แบ่งกูๆ

เหี้ย…รอบนี้เงินแสนเนี่ยกูเอาจอยเทพมาด้วย(พูดพร้อมกับหยิบจอยสติ๊กในกระเป๋ามาให้ดู)

เพื่อนคนที่หนึ่ง…สัด มึงไม่มาเรียน…แต่มึงมาแข่งวินนิ่ง…เชี่ยละ…จารแม่งบ่นหามึงอ่า

เฮ้ยจริงเหรอวะ…ไอ่วุ้นที่เหี้ยนี่มันพูดจริงปะ

ข้าพเจ้า…(กลั้นหัวเราะอีกครั้ง)เฮ้ยกูไม่รู้ กูมาสายไม่ทันฟัง…

วันรุ่งขึ้น

ข้าพเจ้าทักเพื่อนคนที่หนึ่ง…เฮ้ยมึง…ไอ่เหี้ยนั่นชนะเปล่าวะ…

ชนะเหี้ยไรมึง…แพ้เว่ย

ข้าพเจ้า…กุว่าจอยมันลืมปลุกเสกแน่ๆ…555

เออว่ะ…สักพักเพื่อนคนที่สองเดินมา

เพื่อนคนที่หนึ่ง…ไงมึง จอยเทพมึงเป็นไง

สัดแม่ง…มันเล่นคนละภาค…กูไม่ถนัดภาคนี้…บลาๆ(แล้วมันก็แหย่กันไปมา ข้าพเจ้าก็แจมไปขำไป)

สักพักเพื่อนคนที่สองก็เดินมาพร้อมกับบอกว่า…เฮ้ยมึงกูจะรวยแล้ว…สิบล้านเลยนะมึง…เตรียมตัวทำดีกะกูเลย

ข้าพเจ้า…มึงเป็นเหี้ยอะไร…แพ้แล้วเพ้อนะมึง

เพื่อนคนที่หนึ่ง…ไอ่เหี้ยวุ้นไอ่สัดเพื่อนคนที่สองมันจะส่งชิงโชคทายผลบอลยูโรเว่ย…

ข้าพเจ้า…(หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง)เฮ้ยมึงเอามึงเหรอวะ?

เฮ้ยกูเอาจริง…กูลงทุนสิบบาท…แม่งได้สิบล้านเลยนะมึง…ไม่ต้องมาหัวเราะเลยสัด…กูได้ตังมาจะไม่เลี้ยงมึงเลยคอยดู

สามวันก่อนประกาศชิงโชค

เพื่อนคนที่สองทักเอมมา…เฮ้ยมึงๆๆๆ…กูลงข่าวๆๆ…มึงดูๆๆ(พร้อมกับส่งลิ้งเวบไทยรัฐมาให้)

ข้าพเจ้า…(คลิ๊กตามลิ้ง)เฮ้ยไหนวะ…มึงไปข่มขืนหมูในโรงฆ่าสัตว์?…

สาดดด…มึงดูๆเห็นชื่อกูปะ?

ไหนวะ…ของวันอื่นหรือเปล่า?…กูไม่เห็นมี

มึงรอดูไว้ไง…เดี๋ยวกูจะได้สิบล้านแล้ว…

สาดดด

- – มันบ้าการพนันไปแล้ว – -

เหมือนอยู่ที่นี่จะไม่มีความสุข แต่เพราะมีเพื่อนๆนี่แหล่ะ ทำให้อยากอยู่ที่นี่ต่อไป^^ ขอบใจนะพวกแก…555

ก้ออ่านะ

หลังจากเขียนเสร็จก็เอาให้เพื่อนคนที่สองอ่าน

ปฏิกิริยาตอบสนองคือ….

Sa      พูดว่า:

ไอ่สัด ไม่มีเครดิตให้กุเลย

         
     Sa      พูดว่า:

บอกด้วยกุ เต็ง 1-10 คว้าเงินล้าน

Sa      พูดว่า:

บอกด้วยก้ดี อยากประลองฝีมือ ติดต่อหลังไมค์

แ บ บ ส ะ อ า ด . . . อี ก ค รั้ ง

Leave a comment
รู้แล้ว^^ ว่าข้าพเจ้าความจริงเค้าไม่เรียกว่ารก

มันเป็นสไตล์การจัดห้องอีกอย่างหนึ่ง^^…

ใครรู้จัก โนดาเมะ มั่ง?

นั่นแหล่ะ ข้าพเจ้าจัดห้องสไตล์ โนดาเมะอยู่ เอิ๊กกก…

ประมาณนั้น…แต่ไม่ขนาดนั้นนะ – -

เหมือนเคย…ถ้าไม่มีสาเหตุ…ข้าพเจ้าคงไม่ลุกขึ้นมาจัดห้องง่ายๆแน่นอน- -

เรื่องมีอยู่ว่า…

…มันก็เป็นเช่นนั้นแล – - เอวังด้วยประการฉะนี้

ไม่ใช่แล้ว…แบบอยู่ดีๆก็มีน้ำท่วมห้อง – -…

ด้วยความที่ห้องจัดแบบโนดาเมะ ก็ไม่คิดอะไร…

แค่กล่องใส่กล่องพัง…ดีที่เอาหนังสือใส่ถุงพลาสติกแล้วค่อยลงกล่อง…

ไม่งั้น…ไม่อยากจะคิด

กลับมา!!…คิดว่า…สงสัยน้ำดื่มตัวเองเผลอเตะแล้วมันหกมั้ง…

แล้วก็ปล่อยให้มันแห้งเอง…(ซะงั้น!!)แค่ย้ายของห่างน้ำนิดหน่อย

ต่อมาไม่นาน…เดจาวูครับทั่น!!…เริ่มสงสัย…เพราะหลีกเลี่ยงไม่เอาน้ำกินไว้ในระยะที่จะซุ่มซ่ามไปโดนแน่นอน

ผลของเหตุการณ์ครั้งที่สอง…ลังพังไปอีกกล่อง…แถมสมุดเสียไปสี่เล่ม…

ที่สำคัญที่สุด…สมุดจดข้อความมือถือมันก็เปียก…ซึ่งทำให้ข้อความบางข้อความที่จดไว้หายไป

แต่สองเหตุการณ์นี้…ก็ยังไม่สามารถทำให้ข้าพเจ้า…ลุกขึ้นมาจัดห้องอยู่ดี – -

พอดีมีวันหนึ่ง…เจ้าของหอเดินผ่านห้องพอดี…เราเลยถามว่า…ห้องน้ำมันรั่วหรือเปล่า…สงสัยเห็นน้ำมันซึมเข้าห้อง

คราวนี้เค้าก็ตกใจ…บอกว่าจะให้ช่างมาดูให้…ภายในสองสามวันนี้…

เอาแล้วไง…

งานเข้า!!!~

…ฮ่วย…จำเป็นต้องจัดห้อง…เพราะต้องย้ายเตียงออกมา…เพื่อดูร่องรอยว่าน้ำซึมยังไง…

ข้าพเจ้าก็จำเป็นจัดห้อง…ซึ่งใช้เวลาสามวัน – -…วุ้นใสสามารถ – -…

จัดเสร็จ…ก็มีปัญหาอีก…เพราะหาของไม่เจอเลย – -……รอคอยให้ช่างมาซ่อมให้เสร็จๆไป

ซึ่งกว่าจะมานั้น…ข้าพเจ้าต้องจัดห้องใหม่อีกรอบ…

เพราะมันกลับมาสภาพเดิม – -…

แต่ตอนนี้…มันแย่กว่าเดิม – -…

รอขยันแล้วจะจัด^^

เอิ๊กกกก

ก้ออ่านะ