ครั้งแรกของการรับบทบาทประธานเชียร์ – -

ก้ออ่านะ – -

อาจโดนต่อยได้ถ้า จะมาบอกว่า “ก้ออ่านะ” อย่างเดียว – -

เอาล่ะสาเหตุเกิดจากความดันทุรังส่วนตัวของข้าพเจ้าเอง – -

ด้วยความที่ชอบทำเชียร์แต่ไม่รู้ว่าแนวโน้มตึกของข้าพเจ้าผู้ใดจะนำทีม

ด้วยเกรงว่าการเป็นสต๊าฟเชียร์ของข้าพเจ้า มันจะไม่มีความหมายหากข้าพเจ้า

ได้เข้าไปร่วมงานกับหมู่คนที่มีกลุ่มเฉพาะอยู่แล้ว

ดังนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าหากอยากทำเชียร์โดยทุกคนมีส่วนร่วมจริงๆ(ไม่ใช่เอาเพื่อนตัวเองว่า … ข้าพเจ้าไม่ได้พาดพิงถึงบุคคลใดในที่นี้ มันเป็นเพียงแค่ความคิดของข้าพเจ้านา – -)

ก็เลยเอาวะสักตั้งสมัครประธานเชียร์(ตอนนั้นคิดว่าคงไม่มีใครลง อ่าช่วยตึกทำงานเอาวะอย่างน้อยก็มีคุณค่าอีกอย่างหนึ่งมั่ง)

ปรากฎว่า – - ดันมีคนลลงสมัครประธานเชียร์ทั้งหมด 3 คน (รวมข้าพเจ้าด้วย – -)

เมื่อขาพเจ้าทราบดังนั้นแล้วจึงคิดจะสละสิทธิ์แล้วค่อยไปตีซี้เพื่อนที่เป็นประธานเชียร์ดีกว่า(เพราะคนอีกคนหนึ่งที่ลงสมัครอยู่ห้องเดียวกับข้าพเจ้า)

และภาวนาให้เพื่อนในห้องข้าพเจ้าได้ตำแหน่งนี้ เนื่องจากอีกที่ลงสมัครอยู่คนละสายการติดต่อพูดคุย คงไม่สะดวกเหมือนเพื่อนในห้อง – -

แต่…ข้าพเจ้าเจือกส่งใบสมัครคนแรก สละสิทธิ์ไม่ได้ (ตอนที่ส่งใบสมัครข้าพเจ้าเช็กแล้วว่าไม่มีใครลงเลยสมัครเพราะถ้ามีก็ให้คนๆนั้นเป็นแทน – -)

ซวยแหล่วเอาไงดีไม่อยากแข่งกับคนในห้องเรา ข้าพเจ้าก็เลนไม่สนใจ เอาสิอยากคัดอยากสัมภาษณ์เอาเลย

จ้างก็ไม่ซีเรียสไม่ตื่นเต้นเพราะกะไม่ได้ชัวร์(ทั้งๆเพื่อนในห้องที่สมัครก็แสนดีโทร.มาบอกให้คิดสคริป เตรียมตัวพรุ่งนี้(ก็คือวันนี้)ด้วย

ไอ่เราก็เออนะเพื่อนเราได้แน่ๆ ถือว่าไปสัมภาษณ์เป็นเพื่อน ของเพื่อนละกัน(อ่านแล้วงงมั้ย??)

ก็รู้ว่ากี่โมงด้วยความที่กินข้าวต๊อกแต๊กๆ หาขนมกินเพลินกลับห้องโดนโทร.ตามใหญ่เลย(แต่ไม่สายน้า)

เอาวะ งงๆ แต่ช่างมันเพราะเราชิวเอิ๊กๆๆ

ระหว่างรออาจารย์ครบ รอประธานตึก คณะกรรมการก็ถามเล่นๆว่า ตื่นเต้นมั้ย (คือเค้าให้คนลงสมัครนั่งเก้าอี้เรียงทุกคนก็น่ารักให้ขาพเจ้านั่งตรงกลาง – -)

ข้าพเจ้าอ่า เช้ยเฉย แต่ข้าพเจ้ารู้นาว่าทั้งสองที่นั่งข้างๆข้าพเจ้า ตื่นเต้นและกดดันมาก(เกิดมาไม่เคยภูมิใจขนาดนี้เพราะข้าพเจ้าเป็นคนตื่นคนง่าย – - เลยได้ความรู้ใหม่ว่า พอเราไม่คาดหวังไม่มีแรงจูงใจก็จะไม่กดดัน ไม่เครียด)

แบบว่า ข้าพเจ้าก็เปรยๆระหว่างรอว่า สละสิทธิ์ได้มั้ยเดี๋ยวเป็นสต๊าฟแทนเพราะเพื่อนในห้องลงไปแล้ว

ก็ได้รับคำตอบว่า แล้วสมัครทำไม?? – - (เฮือกใครจะไปรู้ฟะ…ว่าจะมีคนลง ก็อาจารย์บอกว่าไม่มีคนลงเลยทำไมสายวิทย์อย่างงู้นอย่างงี้ ไอ่เราก็เลยอ่า ลงให้ – -)

เออได้ สละสิทธิ์ ก็ไม่ได้ กระซิกๆ ถ้าตอบอะไรแล้วอย่ามาว่ากันนา – -

ตอนนี้บรรยากาศทั้งห้องอภิมหามาคุขั้นสูงสุด – - จากที่ชิวๆ เริ่มลอกแล่ก – -

พอครบองค์ประชุม เค้าก็ให้เราแนะนำตัว แล้วถามถึงประสบการณ์การทำเชียร์ – - ซึ่งทั้งสองคนมีความเป็นผู้นำสูงมาก – - ต่างจากข้าพเจ้าที่บอกว่า “ตอนม. สี่ ขึ้นสแตนด์ให้สีเขียวที่ได้ที่หนึ่งค่ะ (ได้ข่าวว่าไม่มีข้าพเจ้ามันก็ชนะแหล่ะ – -) ม. ห้า ก็เป็นผู้ช่วยสต๊าฟเชียร์สีแสดที่ได้ที่สามค่ะ (ตอนแรกเป็นสต๊าฟแต่พอใกล้กีฬาสีไอ่พวกไม่เคยทำงานโผล่กันสลอนอยากเป็นสต๊าฟกระทันหัน ข้าพเจ้าไม่ชอบแย่งซีนใคร เลยปลีกตัวมาทำสวัสดิการซึ่งคนเริ่มไม่ทำกัน คือข้าพเจ้าชอบทำงานที่คนไม่ค่อยทำไม่ชอบเป็นเบื้องหน้า เขิลลล – -เกี่ยวมั้ย – -)

แต่ทั้งสองท่านที่ลงสมัคร โห ประวัติ แอบแบบว่า (แหมอาจารย์ขาเห็นพื้นเพขนาดนี้แล้ว เชิญหนูกลับห้องไปเรียนหนังสือต่อหนูก็ไม่โกรธหรือโทษอาจารย์เลย^^*)

อ่าคราวนี้ประธานก็เริ่มคำถาม คำถามแรกถามว่า อ่าให้คิดตอนนี้เลยเอาตามความคิดตอนนี้คิดว่าปีนี้คอนเสป สีเราจะเป็นอะไร

โอ้!!! แม่เจ้าตายหองไม่ได้คิด(เพราะกะไม่คิดกะยืมความคิดคณะกรรมการล้วนๆ – -) คนที่อยู่สิน เยอ ขอตอบก่อน (แน่นอนว่าคิดมาก่อน – -) พี่แกก็เล่เป็นฉากๆๆ เอาแหล่ว เดี๋ยวตาเรา – -

ระหว่างทีพี่แกอธิบายความหมาย บลาๆๆๆ เราก็เอาไงดีๆ ก็เห็นตุ๊กตาผ้าที่เค้าห้อยตู้เอาไว้มันมีผมสีเหลือง – - ข้าพเจ้าก็คิดวิธีแถสดเลยเอาวะ – - คิดได้ดังนั้นพอถึงตาข้าพเจ้า

เลยบอกว่า “คือสีเหลืองหนูมองว่า เป็นสีที่มีความสดใส ดังนั้นคอนเสปของหนู เริ่มจากตุ๊ตาตัวนั้น(เอามือชี้ไปที่ตุ๊กตาอยู่- -) หนูเห็นว่ามันมีสีเหลืองเลยลองเอามาคิดคอนเสปค่ะ โดยจะเน้นเกี่ยวกับความร่าเริง ความสดใส แต่มีพลัง โดยอาจจะมีสัญลักษณ์ เป็นสื่อแทนความหมาย (โดนถามกลับ แล้วจะเอาอะไรเป็นสัญลักษณ์) ก็อาจจะเป็นตุ๊กตาที่มีลักษณะพิเศษที่คิดเองหรือไม่อย่างงั้น อาจเป็นมังคุดสีเหลืองก็ได้ค่ะ(ประธานตึกชื่อ มังคุด – - ข้าพเจ้าก็ช่างกล้าแถ – -)

เสร็จอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องของข้าพเจ้าเอง (อยากชื่อชมพี่แกมากเพราะเค้าเตรียมพร้อมมาดีมากๆ บรรยาย และมีจุดยืนที่ชัดเจนกว่าคนแรก ปล.ไม่ได้เข้าข้างน้า แต่รู้อย่างนั้นจริงๆ^^)

พอเสร็จคำถามแรกคำถามต่อมาก็ถามว่าแล้วเราจะมีวิธีการยังไงในการคุยกับน้อง ม. สี่ ให้อยากขึ้นสแตนด์เชียร์ (ประมาณนั้น จำไม่ค่อยได้ ด้วยความที่ข้าพเจ้าฉลาดน้อยไปหน่อย – -)

คำตอบนี้ทุกคนจะป็นเอกลักษณ์ของตัวเองกัน เพื่อนร่วมห้องข้าพเจ้าจะเข้าไปโดนให้น้องรู้สึกเหมือนรับน้องมีความสนุก และ จริงจัง

ข้าพเจ้า ตอบว่า จะบอกเหตุผลที่ข้าพเจ้าเข้ามา บอกข้อดี(โดยเอาคะแนนมาล่อ – -)ของการขึ้นแสตนด์ บอกถึงประสบการณ์ ความสนุกที่จะได้รับจากการร่วมกิจกรรมกีฬาสี ประมาณนั้น – -

อีกคนที่อยู่ สินเยอ ก็ออกแนวดุหน่อยๆ ทำนองนั้น

คำถามต่อไปเค้าอยากรู้ว่าเราจะพูดยังไงกับน้องๆ ข้าพเจ้าเลยขอพูดคนแรก ก็พูดตามสไตล์ข้าพเจ้า (โรคนางงามเข้าสิงเกิดอาการรักเด็กอ่อนๆ) ซึ่งจากทั้งสาม ข้าพเจ้า ชิวสุดไม่เครียดไม่ซีเรียส (แอบตบมือ เชียร์เพื่อนอย่างออกนอกหน้า – -)

ต่อมา (เริ่มลืมว่าถามอะไรบ้าง – -) ก็ถามว่าการทำงานแบบนี้ต้องทำงานก็คนหมู่มากหากเกิดการทะเลาะกันเราจะแก้ไขอย่างไร

คำถามข้อนี้ทุกคนมีปัญหาหมดค่ะ เพราะตอบไปอาจารย์สวนกลับตลอด – - เครียดกันไปตามๆกัน (ไม่ได้เข้าข้งนะ ข้าพเจ้าเครียดน้อยสุด ก็ช่วยไม่ได้งิ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อยู่แล้วเหอๆๆ ชิวโลดๆ)

จากข้อนี้ใช้เวลามากมาย จึงจำเป็นต้องถามข้อสุดท้ายว่า คุณคิดว่ากีฬาสีมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งทั้งสามคนตอบในแง่ เชียร์อย่างเดียวไม่มีอย่างอื่น

โดย เพื่อนร่วมห้องข้าพเจ้า เน้น เรื่องความสามัคคี

สิน เยอ บอก การพบปะมีปฏิสัมพันธ์ ทำให้รู้รักคนมากขึ้น

ข้าพเจ้า ตอบแนว AIC บอกว่า ข้าพเจ้าคิดว่า เป็นการส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรม นอกจากการเรียนเพียงอย่างเดียว ทำให้รู้จักรับผิดชอบ (เหมือนเพื่อนร่วมห้องข้าพเจ้า) ได้ฝึกในการอยู่ร่วมกันในสังคม (เหมือนสินเยอ) และสร้างความรู้สึกรักในสี ในตึก และความสามัคคี (เหมือนทั้งสอง)(สรุปข้าพเจ้าเน้น ว่าเป็นการเรียนรู้นอกจากบทเรียน – - โดยเอาเหตุผลของเพื่อนที่ได้ตอบไปแล้วมาโคกัน – -)

สัมภาษณ์เสร็จ เราสามคนก็ออกมาคุยหารือเรื่องปัญหาคนไม่พอ ซึ่งข้าพเจ้าแอบถามเพื่อนร่วมห้องข้าพเจ้า ว่าอยากได้ตำแหน่งมากมั้ย เค้าก็ยอมรับ ข้าพเจ้าเลยเชียร์ขาดใจ(ตอนนั้นคิดตั้งแต่เริ่มแล้วว่าเราไม่ได้แน่ๆ เพราะด้นสดตลอดการสัมภาษณ์ – -)

ก็คุยๆๆ แล้วก็ไปสอบเลข เรียนคาบสุดท้าย รอผล เตรียมแสดงความยินดีกับเพื่อนเต็มในใจก็หวั่น เกิดอาจารย์ ฟุ้งซ่านเลือกคนชิวๆอย่างเรา ตายหองพอดี

แต่ทุกคนก็ปลอบใจว่า อาจารย์เค้าดูออกแหล่ะน่า แกไม่ได้หรอกทำใจให้สบาย – - รอดชัวร์

ประมาณจะเลิกเรียนเพื่อนในห้องที่รู้จักกับคณะกรรมการตึก แอบส่งโพยลับมาบอกว่า อาจารย์เลิกพบหลังเลิกเรียน ตายแหล่ว (ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่าอาจารย์มาปลอบใจ แล้วฝากแสดงความยินให้เพื่อนทั้งสองเป็นประธานเชียร์ร่วมกัน – - แต่..ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนั้นจริงๆเพราะทั้งสองคนนั้นถือว่าข้าพเจ้านับถืออ่า..ก็บอกเพื่อนที่นั่งข้างๆมันก็ด่าจะบ้าเหรอมีที่ไหนประธานมีสองคน – -แหมไม่ลองเผื่อปีนี่เป็นประวัติไงเนอะท่านผู้อ่าน^^/// โหมดหาแนวร่วม – -

ก็เลิกเรียนวิ่งเข้าห้องน้ำ – -(ปวดฉี่งิ – -) แล้วค่อยไปหาอาจารย์ ดันสรุปให้เราเป็นประธาน ซะงั้น – -เฮ้ยข้อยบ่ได้ตั้งใจ๋ ข้อยบ่ฮู้ ว่าอาจารย์ซอบของแปลก (ได้ข่าวว่าข้าพเจ้าเป็นคนภาคเหนือ – -)

เค้าให้เหตุผลว่าเรา ไม่เครียดไม่กดดัน เพราะการคุมน้องๆไม่ควรทำให้น้องรู้สึกกลัว (อ้าวเวรไม่บอกจะได้เครียดให้ – -) ประมาณนั้น

เรื่องก็เอวังด้วยประการฉะนี้

ไหนๆก็ตกกะไดพลอยโจรแล้ว ข้าขอสาบานอย่างจริงจังว่า ข้านั้นหาความดีมิให้ เอ้ย ไม่ใช่ ข้าพเจ้าก็จะสัญญาว่าข้าพเจ้าจะทำงาน รับผิดชอบ กับ ตำแหน่งหน้าที่ที่ข้าพเจ้าได้รับ ให้ดีที่สุด และจะไม่ให้ทุกคนในตึกผิดหวังในตัวข้าเจ้า (ไปมากกว่านี้ – -)

สู้ๆคร้าบบบ

ก้ออ่านะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>